อิลามในจีนตอนที่สอง-ชาวอุยกรู-ชาวอุซเบก

มาตรฐาน

อิสลามในจีน ตอนที่ ๒ ชาวอุยกูร-ชาวอุซเบก

Nisreen Pattararuangwilai

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชียงราย 

ชาวอุยกูร 

 

ภาพภาพจาก http://www.bangkokbiznews.com/ 

ชาวอุยกูร คือ ชนชาติที่นับถือศาสนามากที่สุดเป็นอันดับที่สองรองจากชาวหุย คำว่า “อุยกูร”หมายถึง สมาพันธ์ หรือ สามัคคี ชาวอุยกูรกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ในมณฑลซินเจียง ส่วนมากจะอยู่รวมเป็นกลุ่มที่โอเอซิสทางด้านใต้ของมณฑลดังกล่าว มีบางส่วนอาศัยอยู่ในมณฑลหูหนาน ในประวัติศาสตร์นั้นชาวอุยกูรใช้ภาษาอุยกูร เตอร์กิส เป็นต้น ใช้ภาษาอุยกูรในการสื่อสาร หลังจากนับถือศาสนาอิสลามในศตวรรษที่ 11 แล้ว ได้ใช้พยัญชนะของภาษาอาหรับเป็นภาษาอุยกรู ตอนสถาปนาเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน เคยมีการใช้ภาษาใหม่ที่มีฐานเสียงมาจากภาษาโรมัน แต่เมื่อประมาณปี 1980 จึงได้มีการฟื้นฟูการใช้ภาษาอุยกูรที่มีพื้นฐานมาจากภาษาอาหรับ ชาวอุยกูรเป็นหนึ่งในชนกลุ่มที่เปลี่ยนจากอาชีพปศุสัตว์เป็นอาชีพเกษตรในมณฑลซินเจียง แต่วัฒนธรรมในการกินนั้นยังคงยึดแบบชาวปศุสัตว์เป็นหลัก โดยปกติแล้ว อาหารหลักของชาวอุยกูรจะเป็นอาหารจำพวกแป้ง นิยมทานอาหารประเภทเนื้อ นม ทานผักค่อนข้างน้อย ในฤดูร้อนนิยมทานผลไม้กัน 

 

ภาพจาก http://thai.cri.cn/chinaabc/chapter6/chapter60301.htm 

ชาวอุยกูนิยมทำเกษตร ซึ่งในแต่ละปีมีปริมาณในการผลิตค่อนข้างมากและมีผลไม้นานาชนิด เป็นเมืองที่ได้รับสมญานามว่าเมืองแห่งผลไม้ เมืองถูลูฟานที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอุรุมชีและเป็นเมืองที่มีพื้นที่การเพาะปลูกองุ่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่มีผลไม้ที่มีชื่อเสียงต่างๆ เช่น ท้อ ทับทิม แคนตาลูป สาลี องุ่นไร้เม็ด แตงโม เป็นต้น นอกจากจะจำหน่ายภายในประเทศแล้ว ยังส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ด้วย    

ชาวอุยกูรนับถือศาสนาอิสลาม ดังนั้นไม่ว่าเรื่องครอบครัว การแต่งงาน และพิธีการทางศาสนาก็จะได้รับอิทธิพลทางศาสนา โดยปกติแล้วจะเป็นครอบครัวแบบผัวเดียวเมียเดียว หลังจากที่บุตรหลานแต่งงานกันแล้ว ก็จะแยกออกไปอยู่คนละครอบครัว การแต่งกายก็จะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ผู้ชายชอบสวมชุดคลุมยาว หญิงสาวชาวอุยกูรนั้นนิยมสวมชุดกระโปรงยาวทับด้วยเสื้อสีดำ 

   สิ่งที่สะท้อนให้เห็นเรื่องอาหารการกินของชาวอุยกูรนั้น มิเพียงแต่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมของชาวปศุสัตว์และศาสนาอิสลามเท่านั้น แต่ยังผสมผสานกับวัฒนธรรมของกลุ่มชนที่มีการปฏิสัมพันธ์กัน จึงกลายเป็นวัฒนธรรมการกินที่มีความหลากหลาย มื้อเช้าจะทาน”นาน”และดื่มชา หรือทานโจ๊กข้าวโพด มื้อกลางวันทานอาหารจำพวกแป้งเป็นหลัก ส่วนมื้อเย็นคือบะหมี่หรือ”นาน”และน้ำชา เวลาทานข้าวทุกคนในครอบครัวจะนั่งพร้อมหน้ากัน และผู้อาวุโสสุดจะนำ”ดุอา”หลังจากเสร็จจากการรับประทานอาหาร 

 

นาน ภาพจาก http://stgizmo.exteen.com/20080709/entry 

“นาน” คือ อาหารจำพวกแป้งที่ผ่านการอบ มีชนิดหนาบางแตกต่างกัน บางแบบหนาและบางชนิดสามารถเพิ่มน้ำตาล ไข่ เนยและเนื้อ มีแบบแผ่นใหญ่ แบบบาง แบบเนื้อและน้ำมันเป็นต้นและยังมีซาลาเปาปิ้ง ที่ห่อเป็นรูปเหลี่ยมส่วนมากเป็นใส้เนื้อแกะและหัวหอม ไม่ว่ามื้อใดๆ ของชาวอุยกูร จะต้องประกอบด้วยเนื้อ  ที่ผ่านมาเนื่องจากเศรษฐกิจค่อนข้างที่จะล้าหลัง อุปกรณ์ต่างๆ ของเครื่องใช้ในครัวเรือน ส่วนมากจะทำมาจากไม้และดินเผา เช่นถ้วย จาน ช้อนต่างๆ นิยมใช้มือในการรับประทานอาหาร ตอนนี้เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ ในครัวเรือนก็คล้ายกับชนชาติมุสลิมอื่นๆ ประกอบด้วยจาน ถ้วย ช้อนกระเบื้องเป็นต้น 

วันสำคัญต่างๆ ประกอบด้วย วันอีดิ้ลฟีตริ อีดิ้ลอัฎฮา งานเมาลิดนบีเป็นต้น เพราะเทศกาลเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับศาสนาอิสลาม ฉะนั้นเวลาในการงานจะไม่นิ่ง หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา บางครั้งจัดในช่วงฤดูหนาว บางครั้งจัดในช่วงฤดูร้อนหรือเทศกาลอื่นๆ ในวันรื่นเริงและเทศกาลต่างๆชาวอุยกูรยังมีการฉลองวันเหล่านั้นด้วยวิธีต่างๆ สิ่งที่งาน ในงานเหล่านั้นขาดไม่ได้คือ ดนตรีที่สืบทอดกันมาเรียกว่า Qiu Ci Yue และมีการระบำที่เรียกว่า Maqam เป็นรูปแบบการระบำที่ได้รับอิทธิพลจากทางตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ ซึ่งเป็นรูปแบบการระบำในวัฒนธรรมอิสลามแบบหนึ่ง ชาวอุยกูรถือว่ามันคือแม่แบบการระบำประจำชนชาติ การระบำดังกล่าวเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้ว รูปแบบของชาวอุยกูรมีความหลายหลายและสมบูรณ์แบบกว่า นอกจากนี้แล้วยังมีเครื่องดนตรีในรูปแบบต่างๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากทางตะวันออกกลาง เช่น กลอง ซอลักษณะต่างๆ ชาวอุยกูรจึงเป็นชนชาติที่สันทัดเครื่องดนตรีประเภทดีด สี ตี เป่า ต่างๆ อนึ่งความโดดเด่นทางด้านดนตรีของชาวอุยกูรนั้นสืบเนื่องมาจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ ชาวอุยกูรใช้จังหวะ โทนเสียงที่ผสมผสานกันระหว่างจีน เปอร์เซีย ยุโรป จนกลายเป็นดนตรีที่มีลักษณะเด่นเฉพาะตัว 

ชาวอุซเบก 

 

ภาพจาก http://www.annasru.com/index.php?name=webboard&file=read&id=731 

ชาวอุซเบกส่วนมากกระจายอยู่เมือง Yining,Kashi,Wulumuqi ของมณฑลซินเจียงเป็นต้น ผลการสำรวจสำมโนประชากรครั้งที่ 5 เมื่อปี 2000 ของประเทศจีน พบว่ามีประชากร 12,370 คน ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารคือภาษาเติร์ก ซึ่งจัดอยู่ในตระกูลภาษาอัลไต ขณะเดียวกันก็สามารถใช้ภาษาอุยกูรได้อย่างคล่องแคล่ว 

ราวปี 1850 ราชวงค์ชิงได้รวบรวมมณฑลซินเจียง รวมทั้งก๊กเล็กก๊กน้อยที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ชาวอุซเบกที่อยู่ทางตะวันออกกลาง โดยเฉพาะพ่อค้าที่เข้ามาค้าขายในมณฑลซินเจียง ซึ่งในตอนแรกคนเหล่านี้ค้าขายอยู่เมืองทางตะวันตก แล้วค่อยๆ ทยอยลงใต้และขึ้นเหนือ จนในที่สุดมีพ่อค้ากลุ่มหนึ่งที่ตั้งถิ่นฐานอยู่เลย และหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ก็มีชาวอุซเบกที่หลั่งไหลเข้ามาในมณฑลซินเจียงเป็นจำนวนไม่น้อย 

เพราะอาศัยอยู่บนเส้นทางสายไหมดังนั้นชาวอุซเบกจึงมีอาชีพค้าขายเป็นหลัก ตอนแรกนั้นเป็นการค้าขายโดยอาศัยคาราวานอูฐ หรือคาราวานม้าต่อมาได้เปลี่ยนรูปแบบค้าขายเป็นการเปิดร้าน แต่ก็ยังคงมีการเร่ขายของตามชานเมืองต่างๆ และมีบางส่วนที่ทำการค้าระหว่างประเทศ โดยอาศัยเงินทุนจาก 

ต่างประเทศ แต่ก็มีพ่อค้าไม่น้อยที่ขาดทุนและต้องเลิกล้มอาชีพค้าขายไปพึ่งอาชีพเกษตรกรรมแทน 

ชาวอุสเบกกลุ่มหนึ่งมีอาชีพทำสินค้าหัตถกรรมจำหน่าย ส่วนมากเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เริ่มมีรูปแบบเป็นของตัวเองก่อนการสถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนปีค.ศ.1949สตรีชาวอุซเบก สามารถปักหมวกลาย ชายเสื้อ ปอกหมอน ผ้าปูที่นอนเป็นต้นได้อย่างประณีตและช่ำชอง และชาวอุเบกส่วนน้อยที่มีอาชีพปศุสัตว์ 

 

ชาวอุซเบกเป็นกลุ่มชนที่ผ่านการทนต่อการกดขี่ของลัทธิจักรวรรดินิยม ลัทธิทางสังคมศักดินา พ่อค้าชาวรัสเซียและชาวอังกฤษมักจะรุกรานทางทิศเหนือและใต้ประจำ ร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ชาวอุซเบกและชนชาติอื่นๆในมณฑลซินเจียงได้ร่วมกันต่อต้าน และเสียสละตัวเองเพื่อส่วนรวม 

ชาวอุซเบกนั้นมีวรรณกรรมเรื่องเล่าที่มากมายและหลากหลาย มีตั้งแต่ร่าย โคลงกลอน นิทาน เพลงพื้นเมือง นิทานสุภาษิต ปริศนาคำทายเป็นต้น นอกจากจะมีภาษาที่สวยงามแล้วยังมีท่วงทำนองที่ไพเราะจับใจ ด้วยเหตุนี้เองจึงมีผลกระทบต่อวงการวรรณกรรมในตะวันออกกลาง นอกจากนี้แล้วเครื่องดนตรีและการระบำของชาวอุซเบกยังคงมีความคล้ายคลึงกัน ลักษณะครอบครัวของชาวอุซเบกนั้น เป็นครอบครัวเดี่ยว แต่ก็มีแบบอาศัยอยู่ร่วมกันทั้งสามรุ่น มีระเบียบกำหนดไว้เกี่ยวกับหลักการแต่งงานอย่างชัดเจน ส่วนมากจะสมรสกับคนกลุ่มเดียวกัน และมีการแต่งงานกับชาวอุยกูรหรือทาทาร์อีกด้วย ไม่อนุญาตให้แต่งงานกับคนต่างศาสนิก อาหารการกินของชาวอุซเบกนั้นมีความคล้ายคลึงกับของชาวอุยกูร ห้ามทานเนื้อหมู สุนัข ล่อ เป็นต้นส่วนมากจะนิยมทานเนื้อวัว แกะ ม้าและผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม ชานมเป็นเครื่องดื่มที่ชาวอุซเบกขาดไม่ได้ มีความเชื่อว่าเครื่องดื่มดังกล่าวไม่เพียงแต่จะทำให้ร่างกายมีความอบอุ่น ลดความกระหาย ยังช่วยระบบย่อยอาหารอีกด้วย ไม่เพียงแต่จะมีรสชาติที่อร่อย แล้ว ยังสามารถดื่มได้ตลอดทั้งปี 

บรรพบุรุษของชาวอุซเบกนั้นนับถือศาสนาพุทธ บูชาไฟ เริ่มนับถือศาสนาอิสลามตั้งแต่ศตวรรษที่ 11ดังนั้นศาสนาอิสลามจะมีอิทธิพลต่อทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอุซเบกมาก ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมามีการสร้างมัสยิดที่ดูโอ่อ่าของชาวอุซเบกที่อยู่ในเมือง Kashi ,Shache,Yili ของมณฑลซินเจียง และเทศกาลที่สำคัญคือ วันอีดิ้ลฟีตริ อีดิ้ลอัฎฮา 

  
แหล่งอ้างอิง:   

http://baike.baidu.com/view/629968.htm 

http://minsu.henanci.com/Pages/201053193136.shtml
http://www.yiyuanyi.org/plus/view.php?aid=40834
http://hi.baidu.com/%BC%C3%C4%CF%B5%C4%C7%E5%D5%E6%CB%C2/blog/item/c5939cce8d4ac632b700c87a.html 

http://baike.baidu.com/view/2705.htm?fr=ala0_1_1 

ขอขอบคุณ บทความดี ๆ จาก อาจารย์ Nisreen Pattararuangwilai 

มหาวิทยาลัย แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย 

ภาพ จาก อินเทอร์เน็ต 

 

 

 

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s