ประวัติการทำฮัญจ์ ของพี่น้องมุสลิมในประเทศจีน

เหลียวหลังแลหน้า… การ ‘ทำฮัจญ์’ ของชาวจีนมุสลิม

    

   

   พับลิกโพสต์ออนไลน์ : 26 ธ.ค. 54

   โดย : นิสรีน หวังตักวาดีน

   การประกอบพิธีฮัจญ์ คือ รุก่นอิสลาม (หลักปฏิบัติ)หนึ่งในห้าข้อของศาสนาอิสลาม การทำฮัจญ์เป็นหลักปฏิบัติที่เปิดกว้างข้อหนึ่งของศาสนาอิสลาม เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีความสามารถทางด้านทรัพย์สิน สุขภาพ และการสัญจรที่ปลอดภัย และเป็นศาสนาพิธีที่บ่งบอกถึงความเสมอภาคอย่างชัดเจน ศาสนาอิสลามถูกเผยแพร่เข้าสู่ประเทศจีนร่วมพันปี สามารถกล่าวได้ว่าประวัติการทำฮัจญ์ของมุสลิมในจีนก็น่าจะร่วมพันปีเหมือนกัน

   ตามหลักฐานบันทึกการทำฮัจญ์ของจีน ที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้น มีตั้งแต่สมัยต้นราชวงศ์หมิง(ค.ศ.1368-1644)นั่นก็คือการเดินเรือข้ามมหาสมุทรของเจิ้งเหอ (1371-1433) นั่นเอง มีการบันทึกอย่างชัดเจนว่าปู่และพ่อของเจิ้งเหอเคยเดินทางไปทำฮัจญ์ จำนวนเจ็ดครั้งที่เจิ้งเหอ ออกสำรวจทะเลได้มีการจัดส่งมุสลิมไปประกอบพิธีฮัจญ์ ส่วนตัวเจิ้งเหอนั้นมีรายงานที่แตกต่างกัน บางกระแสรายงานว่าเคยไปทำฮัจญ์ตอนออกสำรวจทะเลครั้งที่ 4 แต่บางรายงานก็ระบุว่าไม่เคยไป 

   สมัยราชวงศ์ชิง (1636-1911) จำนวนผู้ที่ไปแสวงบุญมีจำนวนมากขึ้น มีการเดินทางทั้งทางบกและทางทะเล ส่วนมากต้องเดินทางโดยการข้ามทะเลถึงเกาะฮ่องกงก่อน จากฮ่องกงไปถึงอินเดียและไปยังท่าเรือเจดดาห์แล้วมุ่งไปสู่เมืองเมกกะฮ์ เวลากลับก็ต้องเดินทางกลับทางเดิม ระหว่างเดินทางนั้นแม้ว่าจะมีอุปสรรคทางด้านภาษา ต้องปรับตัวกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของแต่ละแห่งบรรพบุรุษที่ไปแสวงบุญก็ไม่เคยย่อท้อ บางรายต้องพักค้างที่ประเทศอินเดียเป็นเวลานาน ระหว่างนั้นก็ทำงานประเภทต่างๆ เพื่อความอยู่รอด เช่น เป็นแพทย์จีนรักษาคนไข้ระหว่างที่พักที่ประเทศอินเดีย มีบางครอบครัว มีความตั้งใจไปแสวงบุญทั้งครอบครัว เช่นครอบครัวหนึ่งจากมณฑลเหอเป่ย ตั้งใจเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์พร้อมกันทั้ง 5 คน พ่อแม่และลูกสามคน ระหว่างที่เดินทางไปถึงอินเดีย แม่และลูกคนเล็กเสียชีวิตก่อน หลังจากนั้นพ่อเสียชีวิตตาม แต่ก่อนที่จะเสียชีวิตนั้น ได้กำชับลูกชายทั้ง 2 ว่า “แม้ว่าพ่อจะไปไม่ไหว อย่างไรลูกๆ ทั้งสองก็ต้องไปทำฮัจญ์ให้ได้” หลังจากนั้นลูกชายทั้งสองเติบโตในศูนย์เลี้ยงเด็กกำพร้าในประเทศอินเดีย และได้ไปทำฮัจญ์ตามคำสั่งเสียของพ่อทั้งสอง

   นอกจากเส้นทางทะเลแล้ว ยังมีมุสลิม จีนจำนวนไม่น้อยที่เลือกเดินทางไปทำฮัจญ์ ทางบก โดยออกเดินจากมณฑลซินเจียงทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ผ่านเมืองเตหะรานของอิหร่าน เข้าสู่เมืองแบกแดดของอิรัก ผ่านไปทางตะวันตก เข้าสู่เมืองดามัสกัสของประเทศซีเรีย แวะไปทางเยรูซาเล็มถึง เมืองไคโร หลังจากนั้นนั่งเรือผ่านทะเลแดง ของอียิปต์ไปถึงท่าเรือเจดดาห์ นอกจากนี้แล้วยังมีการเดินทางโดยออกจากทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยออกจากทางมณฑลยูนนาน เข้าสู่ประเทศพม่าแล้วไปยังประเทศอินเดีย นั่งเรือจากประเทศอินเดียไปยังท่าเรือเมืองเจดดาห์ เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ Ma Dexin นักวิชาการมุสลิมจีนเคยเดินทางไปทำฮัจญ์ในช่วงสิ้นปี ของ ค.ศ.1841 และเดินทางเมืองเมกกะฮ์ต้นปี ค.ศ.1843 ใช้เวลาเดินทาง (เฉพาะขาไป) ประมาณปีครึ่ง

    

   ในค.ศ. 1929 มีการเปิดเส้นทางเดินเรือโดยชาวมุสลิมที่ชื่อ Jin Ziyun จากเมืองเซี่ยงไฮ้ของจีนไปถึงท่าเรือเจดดาห์ นับว่าเป็นเส้นทางที่ตรงและประหยัดเวลาที่สุด แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 เส้นทางนี้ก็ถูกยกเลิก กระนั้นก็ตาม ก็ยังพบมุสลิมชาวหุยที่เดินทางไปทำฮัจญ์โดยใช้เส้นทางบก เส้นใหม่คือผ่านที่ราบสูงชิงไห่-ธิเบต เข้าสู่อินเดียนั่งเรือไปยังเมืองเจดดาห์ หลังจากนั้นถึงจะได้ประกอบพิธีฮัจญ์ตามความตั้งใจ

   สามารถกล่าวได้ว่าเส้นทางการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ของมุสลิมในประเทศจีนมีความหลากหลายมาก แต่ไม่ว่าจะเดินทางด้วยเส้นทางไหนก็ตาม สิ่งที่ ‘ฮัจญ์ยี’ ในอดีตต้องประสบเหมือนกันคือ อุปสรรคทางด้านภาษาและการสื่อสาร ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และปัญหาการปรับตัวในต่างแดน เป็นต้น ดังนั้นจำนวนคนที่ตกค้างอยู่ต่างแดนระหว่างการเดินทางหรือจำนวนของคนที่เสียชีวิตระหว่างการเดินทางเป็นจำนวนเท่าไหร่นั้น ยังคงเป็นตัวเลขที่เป็นปริศนา

   หลังจากที่สถาปนาสาธารณรัฐจีนใหม่ ในช่วง ค.ศ.1949 รัฐบาลจีนได้ดำเนินนโยบายเสรีภาพทางด้านการนับถือศาสนา (ค.ศ.1952-1964) ทำให้การประกอบพิธีฮัจญ์ของมุสลิม ในจีนมีความยืดหยุ่นขึ้นอีกครั้ง ใน ค.ศ.1952คณะวิชาการ นักการศาสนา และสมาชิก พรรคที่เป็นมุสลิมพร้อมด้วยล่ามแปลภาษา ได้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์อย่างเป็นทางการ โดยเดินทางผ่านฮ่องกงไปยังเมืองการาจีของปากีสถาน เนื่องจากความไม่เข้าใจเกี่ยวกับ ภูมิหลังทางด้านประวัติศาสตร์ของจีน ทั้งคณะต้องรอวีซ่าที่ปากีสถานเป็นเวลานับเดือน แต่กระนั้นก็ตามยังไม่ได้รับวีซ่า ระหว่างที่คณะ พักที่ปากีสถานนั้น ได้รับการต้อนรับขับสู้ จากชาวปากีสถาน และคณะได้เยี่ยมชมองค์กร ทางด้านศาสนาของปากีสถาน และเผยแพร่ เรื่องนโยบายเสรีทางด้านศาสนาที่รัฐบาลจีน เปิดกว้าง

    

   ในปี ค.ศ.1955 มีการจัดการประชุม บันดุง (การประชุมเอเชีย-แอฟริกาครั้งแรก) ที่ประเทศอินโดนีเซีย เนื้อหาการประชุมนั้นมุ่งส่งเสริมสามัคคี การต่อต้านจักรวรรดินิยมและลัทธิอาณานิคมพิทักษ์สันติภาพของโลกรวมทั้งส่งเสริมมิตรภาพของประชาชนทั่วโลกโดยเฉพาะประชาชนในภูมิภาคเอเชีย-แอฟริกา โจวเอินไหลรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของจีนในขณะนั้นเป็นตัวแทนเข้าร่วมของจีน โดยมี Pu Dasheng รองจุฬาราชมนตรีของจีนในขณะนั้นเป็นผู้ติดตาม หลังจากมีการพูดคุยกับตัวแทนของประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยมีตัวแทนจากประเทศอียิปต์เป็นผู้ประสาน ทำให้ประเทศซาอุดิอาระเบียเข้าใจสถานการณ์ของประเทศจีนมากขึ้น และก่อนการประชุมจะสิ้นสุดลง โจวเอินไหลได้พบปะกับกษัตริย์ไฟซอล (Faisal bin Abdul Aziz Al-Saud) ทั้งสองฝ่ายได้พบปะพูดคุยกันถึงปัญหาการทำฮัจญ์ของมุสลิมจีน ทางจีนหวังว่าทางซาอุดิอาระเบียจะให้ความสะดวกในการออกวีซ่าให้กับมุสลิมจีน ซึ่งกษัตริย์ไฟซอลก็ตอบรับทันที

   หลังจากการประชุมที่บันดุงสิ้นสุดลง คณะจุฬาราชมนตรีของจีนก็ได้เดินทางไปทำฮัจญ์ถัดไป และทั้งคณะจำนวน37 คนได้เข้าพบกษัตริย์ไฟซอลระหว่างการทำฮัจญ์ครั้งแรกถึงสามครั้ง ครั้งแรกพบปะในงานเลี้ยงของกษัตริย์ ครั้งที่สอง ในขณะที่ส่งสาส์นอวยพรกษัตริย์ที่ ทุ่งมีนา ครั้งที่สามเป็นการพบปะกับกษัตริย์ตามลำพัง ซึ่งการพบปะเช่นนี้เแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในนัยยะของการเมือง หลังจากที่สิ้นสุดการทำฮัจญ์ทั้งคณะก็ได้เดินทางไปเยือนกลุ่มประเทศตะวันออกกลางต่างๆ เช่นประเทศอียิปต์ ซีเรีย จอร์แดน เลบานอน ลิเบีย ตูนิเซียและอาฟกานิสถานเป็นต้น

   การเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ของมุสลิมจีนระหว่างปี ค.ศ.1957-1959 นั้นได้มีโอกาสพบปะกษัตริย์ประเทศซาอุดิอาระเบีย ทุกครั้ง หลังจากปี ค.ศ.1960 -1964 ภายในประเทศจีนประสบภัยพิบัติธรรมชาติ ฐานะทางด้านเศรษฐกิจไม่ดี ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จำนวนคนที่เดินทางไปทำฮัจญ์จึงลดน้อยลง รวมทั้งมีการกลั่นแกล้งของหน่วยงานก๊กหมินตั๋งประจำประเทศซาอุดิอาระเบีย ทางจีนจึงได้งดส่งผู้ประประกอบพิธีฮัจญ์ในปี ค.ศ.1955

   เหตุการณ์ดูเหมือนจะเลวร้ายเข้าไปอีก เมื่อการปฏิวัติทางด้านวัฒนธรรมเริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1966 เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวมัสยิดต่างๆ ถูกสั่งปิด และผู้นำศาสนาถูกเกณฑ์ไปทำเกษตรในชนบทต่างๆ บางคนถูกเกณฑ์ไปปลูกถั่วในชนบททางมณฑลจี๋หลินภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งฤดูหนาวมีอุณหภูมิติดลบ 30 องศา และฤดูร้อนมีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศา ช่วงระยะเวลาที่ถูก ‘ฝึกฝน’ ใน 10 นั้น เป็นเสมือนฝนห่าใหญ่ที่รุมเร้า

   จนกระทั่งปี ค.ศ.1976 เมื่อปฎิวัติวัฒนธรรมสิ้นสุดลง ‘ฟ้าหลังฝน’ กลับมาทำให้สถานการณ์การทำฮัจญ์ของมุสลิมในจีนเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

   

   ได้รับการดูแลของ ตม. อย่างเป็นมิตร

   เมื่อการปฎิวัติวัฒนธรรมจีนเกิดขึ้น ในปี ค.ศ.1966-1976 สามารถกล่าวได้ว่าเป็นระยะเวลา 10 ปีแห่งการทำลายสิ่งที่แสดงถึงวัฒนธรรมของจีนตั้งแต่ตำราโบราณ วัดวาอาราม งานศิลปะต่างๆ ถูกทำลายเสียหายอย่างยับเยิน แม้กระทั่งครอบครัว เพื่อนบ้านก็ขาดความไว้วางใจกันเพราะไม่มีรู้ว่าใครจะเป็น ผู้แจ้งให้ทางการรู้เกี่ยวกับการละเมิดกฎที่ทางการตั้งไว้ จนกระทั่ง เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำจีนประกาศนโยบายเปิดประเทศจีนในสิ้นเดือนธันวาคม ค.ศ.1978 กิจกรรมทางด้านต่างๆ ของวัฒนธรรมจึงกลับมาสดใสอีกครั้ง กิจกรรมการทำฮัจญ์ของจีนจึงได้ฟื้นฟูอีกครั้ง

   หลังจากที่จีนต้องหยุดการประกอบพิธีฮัจญ์ไปในช่วงปฏิวัติทางด้านวัฒนธรรม ปี ค.ศ. 1978 สมาคมอิสลามแห่งประเทศจีนได้รวบ รวมข้อมูลเพื่อเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ในปีนั้น โดยมีประเทศปากีสถาน อียิปต์และเยเมนเป็นผู้ประสานงาน แต่แล้วก็ถูกประเทศซาอุดิอาระเบียปฏิเสธการออกวีซ่า เพราะไม่เข้าใจสถานการณ์ในจีน หลังจากนั้นคณะตัวแทน จากประเทศซาอุดิอาระเบียเดินทางเยือนจีน โดยเดินทางไปเยือนพี่น้องมุสลิมในเมืองต่างๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ กวางเจา กุ้ยหลินเป็นต้น พบว่าสถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น นโยบายความเสรีภาพทางด้านศาสนาชัดเจน มัสยิดต่างๆ เปิดให้ผู้คนละหมาด ทางซาอุอาระเบียจึงยอมออกวีซ่าให้ กับประชาชนจีน เพื่อเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ในปี ค.ศ. 1980 สามารถกล่าวได้ว่าการประกอบพิธีฮัจญ์ของชาวมุสลิมจีนขาดช่วงไปเป็นเวลา 14 ปี

    

   

   การดูแลอย่างใกล้ชิดของพนักงานสายการบิน

    

   หลังจาก ปี ค.ศ.1980 นโยบายพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจมีความชัดเจน สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีนดีขึ้น ประชาชนจีนสามารถเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ได้อย่างเสรี แต่ต้องเดินทางไปติดต่อยื่นขอวีซ่าที่ปากีสถาน ในปี ค.ศ.1984 มุสลิมจีนรวมตัวกันที่เมืองการาจีและอิสลามมาบัดของปากีสถานเป็นจำนวนถึง 800 กว่าคน ปัญหาที่ตามมาคือรายละเอียดต่างๆ เช่นซื้อตั๋วอย่างไร ยื่นวีซ่าที่ไหน เป็นต้น

   ขณะนั้นได้รับความช่วยเหลือจากสถานทูตและสถานกงสุลจีนของปากีสถาน เนื่องด้วยเวลาที่กระชั้นชิด ในปีนั้นจึงมีผู้ที่สามารถเดินทางไปประกอบพิธีฮัจยญ์เพียง 400 กว่าคน และในปีค.ศ. 1985 จำนวนมุสลิมจีนที่เดินทางไป ยื่นขอวีซ่าที่ประเทศจีนมีจำนวนมากถึง 2,200 กว่าคน ซึ่งทางการปากีสถานและจีนมองเห็นความสำคัญของเรื่องดังกล่าว จึงปรึกษาหารือกันโดยให้สมาคมอิสลามแห่งประเทศจีน จัดตั้งหน่วยงานที่ดูแลผู้ประกอบการฮัจย์ในปากีสถานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐบาลทั้งสองประเทศจึงอนุมัติให้สมาคมอิสลามแห่งประเทศจีน จัดตั้งคณะทำงานของจีนเป็นผู้ดูแลเรื่องการประกอบพิธีฮัจญ์ของมุสลิมจีนในปากีสถานตั้งแต่ ค.ศ.1986

   ช่วงปี ค.ศ.1986-1988 ระหว่างที่คณะทำงานของจีน ดำเนินเรื่องวีซ่าเพื่อให้มุสลิมจีนไปประกอบพิธีฮัจญ์นั้น พบปัญหาในรายละเอียดต่างๆ เช่นการรอที่นั่งของเที่ยวบินที่เหลือจากชาวปากีสถาน เพราะขณะนั้นจำนวนชาวปากีสถานที่เดินทางไปทำฮัจญ์ 8-9 หมื่นคน ถ้าลำไหนมีที่ว่างทางสายการบินถึงจะพิจารณาที่นั่งให้กับ ผู้โดยสารมุสลิมจีน ปัญหาที่ตามมาคือทำให้มุสลิมจำนวนมากที่ไปถึงประเทศซาอุดิอาระเบีย ล่าช้า ในปี ค.ศ.1989 คณะทำงานจึงได้เสนอเรื่องการเช่าเหมาลำผ่านสายการบินจีนบินไปยังประเทศซาอุฯ โดยตรง หลังจากประสานแล้วรัฐบาลซาอุดิอาระเบียตอบรับอย่างรวดเร็ว ในปีนั้นจึงมีมุสลิมจีนที่เดินทางไปทำฮัจญ์จำนวน 898 คน โดยทั้งหมดไปยื่นขอวีซ่าที่ปลายทาง (Arrival Visa)

   เดือนกรกฎาคม ค.ศ.1990 เมื่อจีนและ ซาอุดิอาระเบียมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางด้านการทูตอย่างเป็นทางการ ประเทศซาอุดิ อาระเบียได้จัดตั้งสถานทูตซาอุดิอาระเบียประจำประเทศจีน ณ กรุงปักกิ่ง และจีนได้ส่งทูตไปประจำสถานทูตจีนประจำซาอุดิอาระเบีย และมีการจัดตั้งสถานกงสุลจีนประจำเมืองเจดดาร์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1990 เป็นต้นมา หลังจากนั้นก่อน การเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ทางการจีนได้มีการจัดอบรมผู้ที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ล่วงหน้า 3 วัน พร้อมทั้งให้ความสะดวกในการรับวัคซีน การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างๆ และใช้เวลาในการเดินทางจากกรุงปักกิ่งเพียง 10 ชั่วโมง สะดวกกว่าการเดินไปพักค้างที่ประเทศที่สองหรือประเทศที่สาม

   เพราะการดูแลของทางรัฐบาลจีนจึงทำ ให้การประกอบการฮัจญ์ของมุสลิมจีนมีความคล่องตัว และได้รับความสะดวกมากขึ้น ตั้งแต่การดำเนินนโยบายทางด้านความเสรีภาพทางด้านศาสนา ทางรัฐบาลจีนได้ประกาศอย่างชัดเจนในปี ค.ศ.2005-2007 ว่า การประกอบการฮัจย์ของมุสลิมในจีนนั้นให้ดำเนินการ โดยองค์กรศาสนาในระดับต่างๆ โดยมีสมาคมอิสลามแห่งประเทศจีนเป็นผู้ดูแลเพียงองค์กรเดียว ห้ามมิให้บริษัทเอกชนเป็นผู้จัดทัวร์ สำหรับการทำฮัจญ์และทางการจีนและซาอุดิ อาระเบียตกลงกันว่า ไม่รับรองวีซ่าสำหรับการทำฮัจญ์ของชาวจีนผ่านประเทศที่สาม ทั้งนี้ทางการจีนให้เหตุผลว่าเพื่อความสะดวกและ ง่ายต่อการปกครองดูแลและสะดวกในการจัดสวัสดิการต่างๆ แก่ผู้ที่เข้าร่วมประกอบพิธีฮัจญ์

    

   ฮัจญี Wang Xuerong อายุ 71 ชาวเมืองเทียนจิน หลังจากที่ผ่านการประกอบพิธีฮัจญ์เมื่อปี ค.ศ.2010 เล่าว่า เขารอการทำฮัจญ์ของเขามาเป็นเวลาสิบปี เขาเล่าว่าเขาได้จัดทำหนังสือเดินทางได้ลงชื่อสมัครเพื่อทำฮัจญ์ ตั้งแต่ปี ค.ศ.2001 แต่พลาดพลั้งเพราะโดนหลอก ระหว่างนั้นภรรยามีปัญหาเรื่องสุขภาพ จึงได้ยื่นเรื่องกับทางการอีกครั้งเมื่อปี ค.ศ.2009 ซึ่งเป็นปีที่ไข้หวัดนกระบาด ทางการห้ามคนที่มีอายุมากกว่า 65 ปีเดินทาง เขาจึงได้ลงชื่อสมัครรอจนปี ค.ศ.2010เขาจึงมีโอกาสเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ เขาเล่าว่า แม้ว่าตัวเขาจะรอความหวังนี้มาเป็นเวลา 10 ปี แต่ก็ไม่รู้สึก เสียใจกับการเฝ้ารอคอย เพราะก่อนเดินทางครั้งนี้คณะกรรมการประจำชุมชนและพี่น้องในชุมชนได้มีการจัดเลี้ยงอวยพรก่อนเดินทาง และยังมีการจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้ผู้เดินทางคนละ 200 ดอลล่า ไม่ใช่ว่าเห็นความสำคัญของเงินจำนวนนี้ สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญคือรัฐบาลให้ความสำคัญกับชนชาติส่วนน้อยและให้ความเคารพในเรื่องการศรัทธาของมุสลิมจีน

   ระยะสองสามปีมานี้ ทางการจีนพยายามจัดสรรความสะดวกแก่ผู้ที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ จากที่ต้องเดินทางไปรวมตัวกันที่ กรุงปักกิ่ง ซึ่งทำให้ผู้เดินทางต้องไปรอและแวะพักที่ปักกิ่งก่อนเดินทาง ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระทางด้านค่าใช้จ่ายและทำให้ต้องใช้เวลามาก ทางการจีนจึงอนุญาตให้มีเครื่องบินเหมาลำ จากเมืองต่างๆ ถึงเมืองมะดีนะย์โดยตรง ทั้งนี้ให้ออกเดินทางจากเมืองต่างๆ ที่มีมุสลิมมาก เช่น จากสนามบินของเมืองคุนหมิงของมณฑลยูนนาน สนามบินของเมืองหลานโจวมณฑล การซู สนามบินของเมืองอูรุมชีของมณฑล ซินเจียงเป็นต้น ซึ่งการกระทำของรัฐดังกล่าว ได้สร้างความสะดวกแก่ผู้ที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์มาก

   ตามสถิติที่จำนวนมุสลิมจีนที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์กับทางการเมื่อปีค.ศ. 2001 มีเพียง 2,197 คน และปีค.ศ. 2011 นี้ มีจำนวนมุสลิมจีนที่เดินทางไปประกอบการฮัจญ์ดังกล่าว 13,700 คน ช่วงระยะเวลา 10 ปี จำนวนมุสลิมจีนเพิ่มมากขึ้น กว่า 6 เท่า ถ้าจำนวนมุสลิมจีนมีจำนวนการเพิ่มในระดับเดียวกันอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีมุสลิมจีนที่เดินทางไปทำฮัจญ์มากถึง 80,000 คน จำนวนนี้จะเป็นจริงเพียงไรนั้น ผู้เขียน คิดว่าขึ้นอยู่กับนโยบายของทางการจีนเป็นสำคัญ

    

    

   แหล่งข้อมูลอ้างอิง

   http://www.musilin.net.cn/2010/1018/50675.html

   http://www.tianjinwe.com/tianjin/tjwy/201101/t20110105_3071467.html

   Ma Yunfu ,Pilgrimage to Mecca by Chinese Moslem after the founding of the people’s Republic of China,The Chinese Hui Nationality Study (3)

   ที่มา พับลิคโพสต์

   http://www.publicpostonline.com/main/subindex.php?page=sub&category=6

ข้อความนี้ถูกเขียนใน ไม่มีหมวดหมู่ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s