มัสยิดดอยวาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

มุ่งสู่ชุมชนมุสลิมดอยวาวี เชียงราย

เป็นจังหวะที่พี่น้องมุสลิมบนดอยวาวี จัดงานเมาลิด หรืองานประจำปี เพื่อหารายได้ เป็นค่าใช้จ่ายให้กับมัสยิด มัสยิดจังหวัด เชียงใหม่เชียงรายส่วนใหญ่ จะหารายได้เข้ามัสยิดโดยการจัดงานเมาลิดนบี เป็นโอกาส ที่ลูกหลาน หรือเครือญาติ พี่น้องมุสลิมได้พบปะเยี่ยมเยือนกัน ส่วนเรื่องราวของ วาวีมีความเป็นมาอย่างไร ผมนำบทความบางส่วนมาจากเรื่อง

ดอยวาวี … เส้นทางสายชา ของคุณ supawan หากท่านใดสนใจเรื่องชา บนดอยวาวี ก็สามารถคลิกไปหาความรู้ต่อยอดได้เลย คุ้มครับทั้งภาพสวย ๆ ข้อมูลดี ๆ จากการสัมผัสพื้นที่จริง รับรองได้เลยไม่ผิดหวัง

http://www.oknation.net/blog/supawan/2009/01/15/entry-1

ดอยวาวี เชียงราย

เดิมพื้นที่ตำบลวาวีทั้งหมดเป็นหมู่บ้านหนึ่งในเขตการปกครองของอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย คือ หมู่ที่ 15 แต่ก่อนคำว่า วาวี นั้นชื่อ วะวี ซึ่งอาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นชื่อเมืองหนึ่ง อยู่ในเขตประเทศพม่า และราษฎรในเมืองนั้น ได้เดินทางมาติดต่อค้าขาย และอพยพมาตั้งหลักแหล่งเป็นกลุ่มแรกจึงตั้งชื่อเหมือนกับเมืองที่อพยพ ผสมกับชนเผ่าเดิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ก่อนแล้วคือ เผ่ามูเซอ ต่อมามีพ่อค้าชาวจีนฮ่อมาติดต่อค้าขายด้วย และพบว่ามีพื้นที่บริเวณนี้มีทำเลดี ปลูกพืชผลทางการเกษตรได้ผลดี โดยเฉพาะ ต้นชาหรือต้นเมี่ยงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จึงขยายชุมชนจัดตั้งเป็นหย่อมบ้านต่างๆ ที่ประกอบด้วยหลายชนเผ่า และเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนปัจจุบัน มีทั้งหมดด้วยกัน 7 เผ่าด้วยกัน คือ อาข่า จีน(ยูนาน) ปากาญอ (กระเหรี่ยง) มูเซอ (ลาหู่) เย้า (เมี่ยง) ลีซอ (ลีซู) และไทยใหญ่ ที่มีความเป็นอยู่อย่างสุขสงบอยู่รวมกันอย่างสมานฉันท์ เอื้ออาทรต่อกัน

คำว่า วะวี ก็แผลงเป็น วาวี เพราะพูดง่ายกว่า นับจากชาวจีนฮ่อได้ย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่หมู่บ้าน และเรียกจนถึงปัจจุบัน

บนดอยวาวียังมีความเป็นเอกอุอีกอย่างหนึ่งที่ชวนให้ ใครๆ หลงใหล หลงรส นั่นก็คือ เสน่ห์แห่ง “ชา” ที่ชาวบ้านบนดอยวาวีปลูกกันเป็นอาชีพหลักอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เพราะที่มีมีชาวจีนฮ่อหรือจีนยูนนานมาอาศัยอยู่ยุคเดียวกันกับกองพล 93 ที่ดอยแม่สลอง (ที่ขึ้นชื่อเรื่องชาเช่นกัน) ส่งผลให้ดอยวาวีนิยมปลูกชากันมาก ประกอบกับบริเวณนี้มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะกับการปลูกชา … และที่น่าสนใจมากก็คือ การที่ได้รู้ว่าในสมัยก่อนนั้นนิยมนำใบชามาทำเมี่ยงมากกว่า และในปีพุทธศักราช 2467 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำเมี่ยงครั้งสำคัญ คือพ่อเฒ่า (ชาวจีนฮ่อ) ได้พบกับพ่อค้าชาวจีนแต้จิ๋วได้แนะนำกรรมวิธีการผลิตชาจากยอดอ่อนต้นชา พ่อเฒ่าจึงตัดสินใจทำชาตามคำแนะนำ และสามารถสร้างรายได้ที่ดีกว่าการทำเมี่ยง การจัดเก็บง่าย ขนส่งสะดวก และได้ราคาขายดีกว่า ต่อมาพี่น้องชาวจีนและชาวเขาที่อยู่หมู่บ้านใกล้เคียงก็หันมาทำชาจากยอดต้นชา ทำให้ไร่ชาเพิ่มจำนวนมากขึ้น ความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตเริ่มดีขึ้น

ที่นี่มีโรงเรียนสอนภาษาจีนชื่อ โรงเรียนกวางฟูวิทยาคม … เด็กนักเรียนตำบลวาวี สามารถเรียนภาษาจีนได้ฟรีหรือเสียค่าใช้จ่ายน้อยมาก จึงเป็นแหล่งผลิตผู้ที่มีความรู้ทางด้านภาษาจีนอย่างดีเยี่ยมเพราะมีครูจากไต้หวันมาสอนให้โดยเด็กนักเรียนต้องพูดภาษาจีนกันทุกคนภายในโรงเรียน เมื่อเรียนถึงขั้นสูงยังมีทุนให้ไปเรียนต่อยังประเทศไต้หวันอีกด้วย….

ในส่วนของชาวมุสลิมมีอยู่ประมาณ ๔๐ หลังคาเรือน จำนวนสัปปุรุษ มีจำนวน สองร้อยกว่าคนตามคำบอกเล่าของอดีตกำนัน ชื่อเรียกกันว่า กำนัน ป๋อง จากเอกสาร ที่ระลึกงานเมาลิด ปี ฮ.ศ. ๑๔๒๗ มัสยิดอัฏฏออะต์-วาวี (๓๐ เมษายน ๒๕๔๙) ได้เล่าถึงความเป็นมาของมัสยิดไว้ว่า เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๙๗ มีบุคคลคณะหนึ่ง ที่นับถือศาสนาอิสลาม อพยพมาจากมณฑลยูนาน ได้มาปักหลักอยู่ที่หมู่บ้านวาวีแห่งนี้ เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ใดมีมุสลิม ที่นั้นต้องมีมัสยิด ไว้เพื่อเป็นศูนย์รวมของชาวมุสลิมในการทำการนมัสการพระผู้เป็นเจ้า ปรึกษาหารือ กันในเรื่องราวต่าง ทั้งทางสังคม วัฒนธรรม ที่สำคัญที่สุดคือการเรียนการสอนในเรืองการปฏิบัติของศาสนา แกนนำในขณะนั้นจึงได้ร่วมกันสร้างมัสยิดขึ้น ด้วยแรงศรัทธาของพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ เป็นอาคารทำด้วยไม้หลังคามุงจาก แล้วจึงเปลี่ยนเป็นสังกะสีและหลังคามุงกระเบื้องตามลำดับตามกำลังของคนพื้นที่


ต่อมาเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๒๔ ได้มีการสร้างมัสยิดขึ้นใหม่ เป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียว โดยได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องมุสลิมในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ในครั้งนั้นได้ ท่าน ยง ฟูอนันต์ เป็นกำลังสำคัญในการรวบรวมปัจจัยในการสร้างมัสยิดในปีนั้นและ ด้วยระยะเวลามัสยิดหลังนี้เริ่มคับแคบและทรุดโทรมลงตามกาลเวลา
คณะกรรมการมัสยิดได้ปรึกษาหารือกันเพื่อจัดสร้างมัสยิดหลังใหม่ขึ้นแทนหลังเก่าโดยไม่ได้ทำการทุบหลังเก่าทิ้ง มีมติเห็นชอบให้สร้างมัสยิดหลังใหม่ โดยเริ่มจากชาวบ้าน คณะกรรมการร่วมลงขัน และพร้อมกันนั้น ก็ประกาศบอกบุญไปยังพี่น้องมุสลิมในภาคเหนือ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากพี่น้องมุสลิมเป็นอย่างดี โดยแฉพาะอย่างยิ่ง คุณ หน่าฉ่งหวู่ (โกตี๋) และ คุณราชัน รุจิพรรณ ซึ่งได้ให้การสนับสนุน ทุนในการก่อสร้าง จนกระทั้งสร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๖


ปัจจุบันมัสยิดอัฏฏออะต์-วาวี ได้ตั้งเด่นงามสง่าคู่กับดอยวาวี สู่สายตาของพี่น้องมุสลิม และต่างศาสนิกและจะคงอยู่ต่อไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปในอนาคต เป็นที่พึ่งทางใจของชาวมุสลิมในพื้นที่ตลอดไป

 นายชุมพล ศรีสมบัติ


Advertisements

เกี่ยวกับ muslimlanna

คู่ต้อสู้ สิงโตพบเจอกับหมาบ้าตัวหนึ่ง มันรีบหลบหมาบ้าตัวนั้น ลูกสิงโตเห็นพ่อสิงโตทำเช่นนั้น มันรู้สึกผิดหวังในตัวพ่อสิงโตมาก “พ่อครับ พ่อกล้าต่อกรกับเสือและซีต้า แต่วันนี้พ่อกลับหลบหมาบ้าธรรมดาๆตัวหนึ่ง ผมละขายหน้าแทนพ่อจริงๆ” พ่อสิงโตจึงเอ่ยกับลูกว่า “ลูกเอ๋ย กัดกับหมาบ้าชนะมันน่าภูมิใจนักหรือ?” ลูกสิงโตส่ายหัว “หากโดนหมาบ้ากัดเสียหายไหม?” ลูกสิงโตพยักหน้า “ในเมื่อมันไม่คุ้มค่า เราจะเผชิญหน้ากับหมาบ้าให้เปลืองแรงเปลืองใจไปทำไมล่ะ?” อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ ไม่ใช่ใครๆก็คู่ควรเป็นคู่ต้อสู้ของเรา ยิ้มแล้วเดินจากไป ดีกว่าปล่อยให้มันกัดเอา เพราะคนที่พร้อมจะกัดกับหมาบ้ามีอยู่ถมเถไป!
ข้อความนี้ถูกเขียนใน มัสยิดในล้านนา คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s