กลุ่มชนชาติส่วนน้อยต่างๆที่นับถือศาสนาอิสลามในประเทศจีน ตอนที่ 1

กลุ่มชนชาติส่วนน้อยต่างๆที่นับถือศาสนาอิสลามในประเทศจีน ตอนที่ 1 

 

 

โดย Nisareen Pattararueangwilai

 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

 

 

  อย่างที่เราทราบกันว่าบนเนื้อที่ 9,600,000 ตารางกิโลเมตร ของประเทศจีนนั้น ประกอบด้วยกลุ่มชนทั้งหมด 56 กลุ่ม ในจำนวนพันสามร้อยล้านคนนั้น ชาวฮั่นเป็นกลุ่มที่มีประชากรมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 92% ของจำนวนทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 8% นั้นประกอบด้วยทั้งหมด 55 กลุ่ม ซึ่งมีจำนวน 10 กลุ่มคือกลุ่มชนที่นับถือศาสนาอิสลาม ดังรายละเอียดในตาราง 

ชื่อกลุ่ม 

จำนวน(จากผลการสำรวจประชากรปี2000 ) 

อาศัยอยู่ที่ 

ชาวหุย 

9,816,800 

กระจายอยู่ทั่วประเทศจีน และจะมีประชากรหนาแน่นในบางพื้นที่เช่น มณฑลหนิงเซี่ย กานสู ซินเจียง ยูนนาน เหอหนาน เหอเป่ย ซานตง อานฮุย เป็นต้น 

ชาวอุยกูร 

8,399,400 

 

ส่วนมากอยู่ในมณฑลซินเจียง 

ชาวคาซัส 

1,250,500 

เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชาติพันธุ์ในไซบีเรีย อยู่ตามเขตyili ,balikunของมณฑลซินเจียงและมณฑลกานซู 

ชาวตงเซียง 

513,800 

เมืองlinxia,lanzhouและdingxi ของมณฑลกานซู นอกจากนี้ยังพบในมณฑลหนิงเซี่ย ซินเจียงเป็นต้น 

ชาวเคอร์กิซ 

160,800 

อำเภอต่างๆ ของมณฑลซินเจียง และในอำเภอFuyu มณฑลเฮยหลงเจียง 

ชาวซาลา 

104,500 

อำเภอxunhua ,hualong ของมณฑลชิงไห่ และอำเภอ jishi ในมณฑลกานซู 

ชาวทาจิก 

41,000 

อำเภอ ta’shiku’ergan และshachezepuyecheng ของมณฑลซินเจียงเป็นต้น 

ชาวเป่าอัน 

16,500 

อำเภอ jishishan มณฑลกานซู อำเภอ linxiaของมณฑลกานซู และอำเภอ xunhuaของมณฑลชิงไห่ 

ชาวอูซเบก 

124,000 

เมืองอูรุมชี yining,tacheng ของมณฑลซินเจียง 

ชาวทาทาร์ 

4,900 

เมืองอูรุมชี yining,tacheng ของมณฑลซินเจียง 

ชาวหุย 

 


ภาพจาก http://www.annasru.com/index.php?name=webboard&file=read&id=731
 

ชาวหุย คือกลุ่มชนที่นับถือศาสนาอิสลามที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และเป็นหนึ่งในกลุ่มชนชาติส่วนน้อยที่มีจำนวนมากที่สุด กระจายอยู่ทั่วประเทศจีน และจะมีประชากรหนาแน่นในบางพื้นที่เช่น เขตปกครองตัวเองหนิงเซี่ย มณฑลกานซู มณฑลซินเจียง มณฑลชิงไห่ มณฑลเหอเป่ย มณฑลเหอหนาน มณฑลยูนนาน และมณฑลซานตงเป็นต้น “หุย”เป็นชื่อย่อมาจากคำว่า“หุยหุย” บรรพบุรุษมาจากการขยายอำนาจมาทางตะวันตก โดยการทำสงครามเป็นจำนวนสามครั้งของชาวมองโกล จากผลพวงของสงครามทำให้ชาว“หุยหุย” ต้องอพยพเข้าสู่ตอนกลางและทางใต้ของประเทศจีนโดยปริยาย รวมทั้งการผสมผสานกับพ่อค้าชาวอาหรับที่เรียกว่า“ฟานเค่อ”บริเวณชายฝั่งทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ โดยการแต่งงานและเรียนรู้จารีตประเพณีของชาวฮั่น มองโกล อุยกูร์ จนกลายเป็นชาว“หุยหุย” 

ชาวหุยใช้ภาษาจีนกลางในการสื่อสาร แต่จะมีคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและศาสนาบางส่วนที่ทับเสียงมาจากภาษาอาหรับและภาษาเปอร์เซีย ชาวหุยที่อาศัยอยู่กับชนชาติส่วนน้อยยังสามารถใช้ภาษาของชนชาติส่วนน้อยในการสื่อสารได้ ชาวหุยจะกระจายอยู่ทั่วประเทศจีน และมักจะอยู่รวมกันเป็นชุมชน อาศัยอยู่กับชาวฮั่นในตอนกลางของประเทศ ส่วนแนวชายแดนนั้นก็จะอาศัยอยู่กับชนชาติส่วนน้อยอื่นๆ 

 

ข้าวแป้งทอด 

ชาวหุยทางตะวันตกเฉียงเหนือจะนิยมทานอาหารประเภทแป้งเช่น lamian (บะหมี่สดแบบนิยมนวดและทำเป็นเส้นด้วยมือ ) และมักนิยมทานเนื้อแกะและเนื้อวัวกันอย่างแพร่หลาย ฉะนั้นไม่ว่าจะอยู่จุดไหนของประเภทจีน เราก็จะพบ lamianguan (ร้ายขายบะหมี่ ส่วนมากเจ้าของกิจการจะเป็นชาวหุย ที่มาจากทางมณฑลชิงไห่หรือมณฑลหนิงเซี่ย ) และชาวหุยนิยมการดื่มชา ชาประเภทที่ชอบเรียกว่า “gaiwancha” หรือ “sanpaotai ” แก้วดื่มชาจะประกอบด้วยสามชิ้นคือ ตัวแก้ว ฝาแก้วและใบรองแก้ว ตอนดื่มจะนิยมเติมน้ำตาลกรวด เนื้อลำไยอบแห้ง พุทราแห้ง องุ่นแห้งเป็นต้น และนิยมใช้น้ำชาลักษณะนี้ในการต้อนรับแขก 

เทศกาลชองชาวหุยนั้นจะมีสามเทศกาลคือ ตรุษอีดฏิฟิตริ ตรุษอีดฎิอัฎฮา และงานเมา-ลิดนบี มักจะทำขนมข้าวแป้งทอดในวันดังกล่าวเรียกขนมชนิดนี้ว่า “youxiang” 

การแต่งกายของชาวหุยเหมือนกับชาวฮั่นทั่วไป แตกต่างกันตรงที่ผู้ชายชาวหุยจะใส่หมวกสีขาว สีดำ สีน้ำตาล ผู้หญิงจะคลุมผม โดยเฉพาะทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจีน หญิงสาววัยก่อนแต่งงานและเจ้าสาวนิยมคลุมผ้าคลุมผมสีเขียว ผู้หญิงวัยกลางคนนิยมสีดำหรือสีฟ้า ส่วนคนแก่นั้นนิยมสีขาว ผู้หญิงชาวหุยนิยมการจี้หู เด็กหญิงจะนิยมใส่จี้หูกันตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบ นอกจากนี้แล้วชาวหุยมณฑลหนิงเซี่ย ชิงไห่และกานซูยังนิยมการเต้นระบำอีกด้วย 

แม้นว่าชาวหุยจะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับศาสนาอิสลาม แต่เนื่องด้วยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์และกระแสโลกาภิวัฒน์จึงทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง“ชาวหุย”และ“มุสลิม” มาก 

มิน่าหล่ะที่ Dru C.Gladney นักวิชาการทางตะวันตก ถึงการันตีว่าวัฒนธรรมของชาวหุยบางแห่งในปัจจุบันนั้น จะสังเกตได้ชัดจากอาหารการกินเท่านั้น 

ชาวทาทาร์ 

 

ชาวทาทาร์เป็นหนึ่งในชนส่วนน้อยที่มีประชากรน้อยที่สุด อยู่ในอันดับที่ 53 จากทั้งหมด 55 กลุ่มชาวทาทาร์ใช้ภาษาทาทาร์ในการสื่อสาร ภาษาดังกล่าวเป็นภาษาตระกูลอัลไต เนื่องด้วยชาวทาทาร์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและมักจะอาศัยอยู่ปะปนกับชาวอุยกูร์และคาซัส ดังนั้นภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันจะได้รับอิทธิพลจากทั้งสองกลุ่มนี้ด้วย 

ตามบันทึกของเอกสารสมัยราชวงค์ถังว่า ชาวทาทาร์คือกลุ่มที่อยู่ใต้การปกครองของชาวเตอร์ก หลังจากที่เตอร์กล่มสลาย ทาทาร์เริ่มมีความเข้มแข็งขึ้น สมัยที่มองโกลเรืองอำนาจได้สยบชาวทาทาร์ ระหว่างที่ชาวมองโกลขยายอำนาจไปทางตะวันตก ชาวตะวันตกเรียกชาวมองโกลว่าทาทาร์ ในศตวรรษที่ 13 ชาวมองโกลได้สถาปนาอาณาจักรข่านคิพชัคที่แม่น้ำโวลก้า (Volga River) มีชนบัลการ์และชาวคิพชัคอาศัยอยู่ 

พอศตวรรษที่15 อาณาจักรข่านคิพชัคล่มสลาย ชนบัลการ์กลายเป็นชนที่มีบทบาทในข่านมากที่สุด นอกจากนี้แล้วยังพบชาวมองโกลที่ใช้ภาษาเตอร์กในการสื่อสาร และในเวลานี้เองเป็นช่วงเวลาที่ชาวทาทาร์ได้ก่อร่างสร้างตัวเป็นรูปธรรมขึ้นและเวลานี้ก็ยังพบชาวไซบีเรียที่ใช้ภาษา 

เตอร์กเหมือนกัน 

ชาวทาทาร์ในซินเจียงเริ่มอพยพมาจากรัสเชียในช่วง ค.ศ. 1820-1830 เพราะต้องการหลบหนีการเอารัดเอาเปรียบของนายทุนที่ดินของชนชั้นศักดินา โดยได้อพยพมาทางลุ่มแม่น้ำโวลก้า (Volga River) ผ่านไซบีเรีย คาซัสถาน และเข้าสู่มณฑลซินเจียงในที่สุด ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 รัฐบาลรัสเชียเปิดทำการค้ากับจีนทางมณฑลซินเจียง ช่วงนี้ชาวทาทาร์ที่อยู่ใจกลางเมืองของกรุงมอสโกและในซินเกียง มีการทำการค้าและไปมาหาสู่กัน ระยะนี้นอกจากพ่อค้าแล้วยังมีนักการศึกษา ศาสนา มาตั้งถิ่นฐานที่มณฑลซินเจียง โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มีพ่อค้า เกษตรกร และนักหัตถกรรมหลั่งไหลเข้าสู่ซินเจียงเป็นจำนวนมาก 

 

การแต่งกายของชายชาว ทาทาร์ 

ชาวทาทาร์เป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา ปัญญาชนค่อนข้างมาก มีการริเริ่มสร้างโรงเรียนตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 เป็นโรงเรียนสอนศาสนา คณิตศาสตร์ ภาษาจีน จึงเป็นหนึ่งในโรงเรียนแบบอย่างของชนส่วนน้อยในประเทศจีน นอกจากนี้แล้วกลุ่มปัญญาชนก็ยังได้ออกไปเผยแพร่ความรู้ตามเมืองต่างๆ จนได้เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นผู้ทำคุณงามความดีแก่แวดวงการศึกษาของซินเจียง ชาวทาทาร์ยังมีชื่อเสียงในการเป่าปี่ หีบเพลงปาก( Harmonica) และการเต้นระบำที่ 

ผสมผสานลักษณะการเต้นของอุยกูร รัสเซีย ของหนุ่มสาวก็เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ชาวทาทาร์นอกจากจะฉลองเทศกาลตรุษอีดฏิฟิตริและตรุษอีดฎิฟิตฮาแล้ว ชาวทาทาร์ยังมีรื่นเริงที่ชื่อว่า sabanหรือ litoujie เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นหลังสิ้นสุดฤดูเพาะปลูก ในวันดังกล่าวจะมีการเต้นระบำ แข่งม้า มวยปล้ำและชักเย่อ 

การดำรงชีวิตของชาวทาทาร์ส่วนมากจะปฏิบัติตามวิถีของอิสลาม มีการละหมาดวันละห้าเวลา ช่วงสังคมศักดินาของจีนชนชั้นปกครองได้ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการขูดรีดประชาชน หลังจากจีนดำเนินนโยบายปฎิรูปมีการดำเนินนโยบายความเสรีในการนับถือศาสนา เมื่อญาติสนิทมิตรสหายเวลาพบกันจะจับมือและทักทายกัน ผู้หญิงนิยมจับมือทั้งสองข้าง ผู้ชายชาวทาทาร์สวมหมวกที่ปักลายดอกไม้สีดำหรือสีขาว นิยมใส่เสื้อผ้าปักสีขาวทับด้วยเสื้อกั๊กและกางเกงสีดำ ส่วนผู้หญิงนิยมใส่หมวกที่ร้อยด้วยลูกปัด และชุดกระโปรงยาวสีขาวเหลืองหรือม่วงแดง แล้วยังนิยมจี้หู สวมกำไล สร้อยคอ ชาวทาทาร์เป็นกลุ่มชนที่รักสะอาด มีสุขอนามัยที่ดี 

 

การระบำองชาวทาทาร์ 

ผู้หญิงชาวทาทาร์ทำอาหารว่างชนิดต่างๆ จากฟักทอง เนยแข็ง เนื้อและข้าวเป็นต้น อาหารว่างที่ชื่อเสียงเรียกว่า “gubaidi’ai” แล้วนิยมทำ“zhuafan”( ข้าวผัดเนื้อชนิดหนึ่ง) ในการต้อนรับแขก นอกจากนี้เครื่องดื่มที่นิยมหมักมาจากน้ำผึ้ง ชื่อว่า“ke’erxima” 

ลิ้งวีดีโอวิถีชีวิตของชาวหุย (เวอร์ชั่นจีน) http://www.openv.com/play/NingXiaTV_20080202_2760700.html 

แหล่งข้อมูล 

http://www.51edu.com/wenti/2009/0205/article_32233.html 

http://tieba.baidu.com/f?kz=278982571 

http://www.mzb.com.cn/html/report/130247-1.htm 

http://www.crcca.net/zjwh/11884.htm 

http://www.china.com.cn/ch-shaoshu/index44.htm 

ภาพจาก อินเตอร์เน็ต 

credit http://a-life-northern-muslim.ning.com/profiles/blogs/3203591:BlogPost:26937

Advertisements

เกี่ยวกับ muslimlanna

คู่ต้อสู้ สิงโตพบเจอกับหมาบ้าตัวหนึ่ง มันรีบหลบหมาบ้าตัวนั้น ลูกสิงโตเห็นพ่อสิงโตทำเช่นนั้น มันรู้สึกผิดหวังในตัวพ่อสิงโตมาก “พ่อครับ พ่อกล้าต่อกรกับเสือและซีต้า แต่วันนี้พ่อกลับหลบหมาบ้าธรรมดาๆตัวหนึ่ง ผมละขายหน้าแทนพ่อจริงๆ” พ่อสิงโตจึงเอ่ยกับลูกว่า “ลูกเอ๋ย กัดกับหมาบ้าชนะมันน่าภูมิใจนักหรือ?” ลูกสิงโตส่ายหัว “หากโดนหมาบ้ากัดเสียหายไหม?” ลูกสิงโตพยักหน้า “ในเมื่อมันไม่คุ้มค่า เราจะเผชิญหน้ากับหมาบ้าให้เปลืองแรงเปลืองใจไปทำไมล่ะ?” อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ ไม่ใช่ใครๆก็คู่ควรเป็นคู่ต้อสู้ของเรา ยิ้มแล้วเดินจากไป ดีกว่าปล่อยให้มันกัดเอา เพราะคนที่พร้อมจะกัดกับหมาบ้ามีอยู่ถมเถไป!
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s