สมุนไพรในการรักษาโรคของชาวจีนฮ่อ

การรักษาโรคของจีนฮ่อ


บ้านทุกหลังของชาวจีนฮ่อทำแท่นบูชาไว้ภายในบ้าน (เว้นแต่ชาวจีนฮ่อกลุ่มที่นับถืออิสลาม) ประกอบด้วยธูป เทียน ดอกไม้ และกระดาษเงินกระดาษทอง เนื่องจากชาวจีนฮ่อจะ นับถือดวงวิญญาณบรรพบุรุษราวกับเทพเจ้า นอกจากนี้ยังมีการบูชาต้นไม้ที่ทำเป็นศาลเจ้า
โดยมักจะมีคนนำของมาเซ่นไหว้เสมอๆ
เพราะเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าประจำเมืองที่จะบันดาลความสุข
และให้หายจากเหตุการณ์ร้ายและโรคภัย
ยามเจ็บป่วยมีการรักษาแบบแผนโบราณ คือมีการใช้สมุนไพรอย่างคนจีน โดยมีการใช้สมุนไพรต่างๆ ดังต่อไปนี้

– ใช้ต้นกระเม็งทั้งต้นต้มดื่มแก้ปวดและแก้ไข้
– ใช้เปลือกต้นกำลังเสือโคร่งนำมาต้ม หรือดองเหล้า ดื่มเป็นยาแก้ปวดเมื่อยและบำรุงกำลัง
– ใช้โกฐจุฬาลัมพา (ชาวจีนฮ่อเรียก ไอเฮา) ทั้งต้นต้มน้ำอาบรักษาอาการผื่นคันตามตัว
– ใช้ผลสุกของต้นไข่ปู (ชาวจีนฮ่อเรียก ยิ่งตูสือ) นำมารับประทานเป็นผลไม้ และใช้ต้นและรากต้มดื่มแก้ริดสีดวงทวาร และแก้ท้องผูก
– ใช้ต้นและใบตากแห้งหรือคั่วของต้นเบญจขันธ์ (ชาวจีนฮ่อเรียก เจียวกู้หลาน) ชงน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง และบำรุงสุขภาพ
– ใช้เหง้าของต้นพุทธรักษา (ชาวจีนฮ่อเรียก เปอโข) บดละเอียดตากแห้งละลายน้ำดื่มบำรุงกำลัง
– ใช้ต้นของต้นส้มพด (ชาวจีนฮ่อเรียก หยิ่งซ้วง) ต้มน้ำดื่ม อาบแก้อาการคันจากพิษยางรัก
– ใช้ใบของต้นสาบแร้งสาบกา (ชาวจีนฮ่อเรียก หงจิงเช่า) นำมาขยี้หรือตำ พอกแผลห้ามเลือด
– ใช้ใบของต้นสาบหมา (ชาวจีนฮ่อเรียก ฉิ้วฉวา) เคี้ยวพอกแผลห้ามเลือด
– ใช้ต้นหญ้าเอ็นยืดทั้งต้นตำพอกหรือต้มน้ำดื่มแก้ปวดข้อ เคล็ดขัดยอก
– ใช้ต้นและรากของต้นอูนป่า (ชาวจีนฮ่อเรียก ตุ้มใจ้เมียะ) ต้มอาบหรือดื่มแก้อาการชา ลมพิษ ปวดตามลำตัว ปวดข้อ ปวดเอ็น
– ใช้ฝิ่นเพื่อบรรเทาหรือระงับอาการปวด
นอก จากนี้ยังใช้วิธีการขูด หรือเรียกเลือดให้เดิน คือ
เอาน้ำทาตัวแล้วเอามือบีบกดแล้วขูดลากอย่างแรงจนเป็นผื่นแดง เรียกว่า
“กว่าซา” วิธีการดังกล่าวนี้จะสร้างความเจ็บปวดแก่ผู้ป่วยอย่างทรมาน

อ้างอิง : บุญช่วย ศรีสวัสดิ์, ๓๐ ชาติในเชียงราย, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ศยาม, ๒๕๔๗), หน้า ๑๖๙.

ที่มา  http://www.firstroyalfactory.org/main.php?m=wiki&keyword=%A1%D2…

ต้นกระเม็ง

คมชัดลึก :“กะเม็ง” นับเป็นพืชที่มีประโยชน์มาก ทั้งใช้ต้นผสมลูกมะเกลือดิบโขลกใช้ย้อมผ้าให้สีดำสนิท สรรพคุณทางยาก็มี
อาทิ นำต้นมาต้มน้ำดื่ม บำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง
แก้จุกเสียดแก้ริดสีดวงทวาร หากนำมาตำใช้ทาพอกแก้ผื่นคัน แก้ฝีพุพอง

ส่วนใบ เป็นยาถ่าย แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้พิษโลหิต ขณะที่รากใช้ขับลมในลำไส้ แก้โรคตับ และม้ามพิการ ส่วนดอกแก้ดีซ่าน ระงับปวด แก้ปวดฟัน ขณะที่ผล
ขับผายลมได้เป็นอย่างดี

เป็นไม้ล้มลุก อยู่ในวงศ์ ASTERACEAE ต้นสูงไม่ถึงเมตร ประมาณ 30-60 เซนติเมตร ผิวเรียบ สีเทา

ใบ เป็นใบเดี่ยวไม่มีก้าน ขึ้นเรียงตรงข้ามตามต้นและกิ่งเป็นคู่ๆ รูปทรงใบหอก โคนสอบ ปลายเรียวแหลม ขอบหยักราว 2-3 หยัก

ดอก ออกเป็นช่อเดี่ยวกระจุกแน่นตามซอกใบและปลายยอด มีกลีบเลี้ยงสีเขียว เวลาบานดีสีขาวปลายบาน

ผล ทรงกรวยหงาย พอแก่แห้งสีดำและแตก ข้างในมีเมล็ดเล็กๆ

ขยายพันธุ์ ด้วยการเพาะเมล็ด ชอบดินร่วน ความชื้นปานกลาง แสงแดดเต็มวัน

“นายสวีสอง”

credit

http://www.komchadluek.net/detail/20090428/10748/%E0%B8%81%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99.html

กำลังเสือโคร่ง

กำลังเสือโคร่ง


ไม้ต้นนี้มีเขตการกระจายพันธุ์เฉพาะทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยเท่านั้น โดยจะมีขึ้นทั่วไปตามริมห้วยในป่าดิบที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 800-1000 เมตร ขึ้นไป ส่วนในต่างประเทศพบมีมากที่สุดที่ลาว ในอดีตต้นไม้ต้นนี้เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนพื้นเมือง
และชาวเขาที่เข้าไปเก็บของป่ามาขาย จะใช้มีดคมๆ ฟันหรือถากเอาเปลือกของต้น “กำลังเสือโคร่ง”
ซึ่งมีกลิ่นหอมคล้าย “การะบูน” ไปขายให้ร้านยาไทยในเมืองหรือนำไปต้มน้ำรับประทานเองเป็นยาสมุนไพร
บำรุงธาตุ บำรงกำลัง ทำให้เจริญอาหาร ขับลมในลำไส้ บำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง และแก้ปวดเมื่อยตามร่างกายได้เด็ดขาดนัก
จึงถูกตั้งชื่อว่า “กำลังเสือโคร่ง”


ปัจจุบันต้น “กำลังเสือโคร่ง” จัดเป็นไม้หายากอีกชนิดหนึ่งที่คนรุ่นใหม่น้อยคนนักจะรู้จัก หรือเคยพบเห็น “กำลังเสือโคร่ง” มีชื่อเรียกอีกคือ “กำลังพญาเสือโคร่ง”
(เชียงใหม่)


ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ต้นสูงได้เต็มที่ตั้งแต่ 10-25 เมตร ลำต้นเดี่ยว ตั้งตรง เนื้อไม้แข็ง กิ่งแขนงแตกเป็นพุ่มแน่น ทรงกลม เปลือกหนา สีน้ำตาลเทาหรือเกือบดำ
มีต่อมระบายอากาศเป็นจุดเล็กๆยาวๆ กลมบ้างรีบ้างปะปนกันอยู่ เปลือกเมื่อใช้มีดถากออกมาจะมีกลิ่นหอมระเหยคล้าย
“การะบูน” เวลาเปลือกแก่จะลอกออกเป็นชั้นๆคล้ายกระดาษ ที่ยอดอ่อนก้านใบและช่อดอกมีขนสีเหลืองหรือน้ำตาล
ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับเป็นรูปไข่แกมรูปหอก ท้องใบมีตุ่ม โคนป้าน ขอบหยักแบบฟันเลื่อย
2 ชั้นหรือ 3 ชั้น


ดอก จะโดดเด่นเป็นพิเศษ สีขาวอมเหลือง ออกเป็นช่อแบบแยกเพศคนละช่อ แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมากและดูคล้าย “หางกระรอก” ออกตามง่ามใบ 3-5 ช่อ เป็นพวงยาว มีกลีบเลี้ยงรูปสามเหลี่ยม
5 กลีบ กลีบดอก5 กลีบรูปไข่กลับ มีเกสรตัวผู้ 5 อัน เกสรตัวเมีย 2 อัน เวลาดอกบานพร้อมกันจะสวยงาม


ผล เป็นรูปกลมแบนมีเนื้อและมีปีกบางโปร่งแสง 2 ข้าง ภายในมีเมล็ด ดอกจะออกเกือบตลอดทั้งปี

ขยายพันธุ์ ด้วยวิธีเพาะเมล็ดกับตอนกิ่ง

“กำลังเสือโคร่ง” นอกจากเปลือกจะมีประโยชน์แล้ว แก่นยังใช้ต้มน้ำดื่ม มีสรรพคุณเช่นเดียวกับเปลือก จึงเป็นไม้น่าปลูกประดับอีกต้นหนึ่งครับ

ที่มา  http://suan_naratip.tripod.com/herb10.htm

Advertisements

เกี่ยวกับ muslimlanna

คู่ต้อสู้ สิงโตพบเจอกับหมาบ้าตัวหนึ่ง มันรีบหลบหมาบ้าตัวนั้น ลูกสิงโตเห็นพ่อสิงโตทำเช่นนั้น มันรู้สึกผิดหวังในตัวพ่อสิงโตมาก “พ่อครับ พ่อกล้าต่อกรกับเสือและซีต้า แต่วันนี้พ่อกลับหลบหมาบ้าธรรมดาๆตัวหนึ่ง ผมละขายหน้าแทนพ่อจริงๆ” พ่อสิงโตจึงเอ่ยกับลูกว่า “ลูกเอ๋ย กัดกับหมาบ้าชนะมันน่าภูมิใจนักหรือ?” ลูกสิงโตส่ายหัว “หากโดนหมาบ้ากัดเสียหายไหม?” ลูกสิงโตพยักหน้า “ในเมื่อมันไม่คุ้มค่า เราจะเผชิญหน้ากับหมาบ้าให้เปลืองแรงเปลืองใจไปทำไมล่ะ?” อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ ไม่ใช่ใครๆก็คู่ควรเป็นคู่ต้อสู้ของเรา ยิ้มแล้วเดินจากไป ดีกว่าปล่อยให้มันกัดเอา เพราะคนที่พร้อมจะกัดกับหมาบ้ามีอยู่ถมเถไป!
ข้อความนี้ถูกเขียนใน วิถีมุสลิมล้านนา คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s