มุสลิมในจีนตอนที่สาม คาซัส เป่าอัน

มุสลิมในจีนตอนที่สาม คาซัส เป่าอัน

โดย Nisreen
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเชียงราย

ชาวคาซัส

คำว่า“คาซัส” ถ้าแปลเป็นภาษาจีนหมายถึง“อิสระชนที่กล้าหาญยิ่ง” เป็นหนึ่งในชาวปศุสัตว์เร่ร่อนที่มีชื่อเสียง ขณะเดียวกันก็ถือว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ข้ามพรมแดนที่มีความสำคัญอีกกลุ่มหนึ่ง ประชากรของชนกลุ่มนี้มีมากกว่าสิบล้านคน มีประวัติศาสตร์จารึกมาตั้งแต่สมัยราชวงค์ฮั่นของจีน เป็นชนกลุ่มที่มีการกระจายอย่างกว้างขวาง และกระจายอยู่ตามจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของทวีปยุโรปและทวีปเอเชีย ครอบคลุมเนื้อที่ประมาณ 3 ล้านกว่าตารางเมตร

ปัจจุบันนี้มีพลเมืองชาวคาซัสทั้งหมด 1,600,000 เฉพาะในมณฑลซินเจียงมีประมาณ 1,200,000 กว่าคนในส่วนที่เหลือจะกระจายอยู่ตามมณฑลกานซู ภาษาคาซัสมีการใช้ภาษาอาหรับเป็นฐานในการออกเสียงเป็นหลัก และใช้ภาษาซิริลลิกเป็นพื้นฐานของตัวอักษร ชาวคาซัสในต่างประเทศนั้นกระจายอยู่ในประเทศสาธารณรัฐคาซัคสถาน และกลุ่มประเทศรัสเซีย โดยใช้ภาษารัสเซียในการสื่อสาร

วัฒนธรรมของชาวคาซัสได้ผสมผสานมาจากชนกลุ่มรอบข้างท่ามกลางการอพยพโยกย้าย จนกลายเป็นวัฒนธรรมคาซัสที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยเฉพาะวัฒนธรรมเชิงเกษตรของชาวคาซัสที่อยู่ทางทิศใต้ของมณฑลซินเจียง  นั้นมาจากการรวมของวัฒนธรรมรัสเซีย ทาทาร์ อูเครน รวมทั้งวัฒนธรรมของชาวฮั่น

ศิลปะวัฒนธรรมของชาวคาซัสจึงมีความหลากหลาย โดยเฉพาะทางด้านวรรณกรรม ประกอบด้วยตำนาน นิยาย  นิทานพื้นบ้าน ร่าย โคลง นิทานสุภาษิตต่างๆ ซึ่งนิราศต่างๆ ของชาวคาซัสถือว่าเป็นผลงานที่มีความโดดเด่นที่สุด ผู้หญิงชาวคาซัสนั้นนิยมประดิษฐ์ซุ้มที่เรียกว่า 毡房(zhan fang)  ผลิตภัณฑ์จากขนสัตว์และเสื้อผ้าอาภรณ์ ผู้ชายส่วนหนึ่งมีนิยมการประดิษฐ์ภาชนะจากไม้  เหล็ก และกระดูก  ซึ่งฝีมือในการประดิษฐ์นั้นค่อนข้างประณีต

ชาวคาซัสนั้นเป็นชนกลุ่มที่ต้อนรับขับสู้ต่อแขกผู้มาเยือนอย่างดี ถ้ามีแขกมาเยือนมักจะต้อนรับแขกด้วยอาหารที่พิเศษที่สุดในครัวเรือน เมื่อมีแขกพิเศษมักจะต้อนรับด้วยการเชือดแพะหรือม้า และเวลาทานจะต้องหันส่วนหัว น่อง และเนื้อสันไปทางแขก แขกจะต้องชิมเนื้อส่วนหน้าและหูด้านซ้ายของแกะก่อนที่จะส่งคืนเจ้าของเพื่อรับประทานพร้อมกัน เวลารับประทานอาหารส่วนมากจะแยกหญิงชาย  โดยอาหารของชาวคาซัสส่วนมากเป็นอาหารประเภทเนื้อและผลิตภัณฑ์จากนม  เครื่องดื่มที่ผ่านกรรมวิธีหมักนมม้า ที่เรียกว่า马奶子( Ma naizi ) คือเครื่องดื่มที่มีชื่อเสียงของพวกเขา

ชาวคาซัสส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม มีบางส่วนยังคงรักษาธรรมเนียมของศาสนาดั้งเดิม เทศกาลสำคัญของกลุ่มชนดังกล่าวจึงได้รับอิทธิพลจากศาสนาอิสลาม ชาวคาซัสยังเป็นชนกลุ่มที่มีความสามารถทางด้านการแพทย์อีกด้วย  ศิลปะการรักษาของชาวคาซัสมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เป็นประสบการณ์ที่เก็บสะสมและถ่ายทอดกันมาแต่ช้านาน แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ การใช้สมุนไพรในการรักษาโรคต่างๆ และการรักษากระดูก ซึ่งแพทย์ทางด้านนี้มีทั้งการรักษาคนไข้ที่บ้านและการออกไปรักษาตามที่ต่างๆ  วัสดุที่ใช้ในการรักษามีหลายประเภท คือดีหมี ชะมดเชียง หูกวาง หนังนกเป็นต้น นอกจากนี้แล้วยังมีสินแร่ นมจากสัตว์ และผลไม้ต่างๆ อีกด้วย วิธีการรักษามีตั้งแต่การจับชีพจร สังเกตลักษณะของตาหรือลิ้น จนกระทั่งถึงการผ่าตัดโดยแพทย์ผู้ชำนาญ อาจเป็นเพราะว่าสาเหตุของชีวิตความเป็นอยู่ของชาวปศุสัตว์  จึงทำให้แพทย์ถึงช่ำชองการรักษากระดูกหัก พวกเขาเชื่อว่าขอเพียงแต่ใช้ไขมันจากม้าป้ายส่วนที่กระดูกหัก ก็สามารถทำให้กระดูกส่วนนั้นนิ่มลงและหายไปในที่สุด ชาวคาซัสยังคงเป็นสัตว์แพทย์มือหนึ่งอีก ด้วย เวลาม้าที่เขาใช้ป่วยหรือบาดเจ็บ เขาก็สามารถรักษาให้หายได้ด้วย

ในประวัติศาสตร์นั้น ชาวคาซัสส่วนมากจะใช้ชีวิตบนทุ่งหญ้าจนค่อยๆ มาเป็นแบบปศุสัตว์ ลักษณะการแต่งกายของพวกเขาจึงเป็นสัญลักษณ์ของการปศุสัตว์บนทุ่งหญ้า ชาวปศุสัตว์ส่วนมากจะนิยมนำหนังและขนสัตว์มาทำเสื้อผ้า ผู้ชายชาวคาซัสนั้นนิยมสวมใส่กางเกงขนสัตว์ นิยมสีดำหรือสีกาแฟ   ฤดูหนาวนิยมใส่เสื้อและกางเกงหนังสัตว์ โดยจะเลือกใช้หนังแพะเป็นหลัก และบางครั้งก็ใช้หนังของสุนัขจิ้งจอกหรือสุนัขหมาป่า  ผู้ชายชาวคาซัสนิยมใช้สายคาดเอวหนังวัวที่ประดับด้วยเงิน  ทองและทับทิมเป็นต้น ด้านขวาของสายคาดนั้นจะมีปอกมีดสำหรับใช้เสียบมีดสั้น ช่วงหนาวจะนิยมใส่หมวกที่คลุมหู และจะปักขนอินทรีย์บนหมวกที่ใส่ ส่วนฤดูร้อนชาวคาซัสนิยมใส่หมวกสีขาวบางที่มีจีบสองข้าง

นอกจากนี้แล้วยังนิยมใส่รองเท้าบู๊ทชนิดต่างๆ   ความหนาบางของรองเท้าขึ้นอยู่กับฤดูกาล  เสื้อผ้าที่ผู้หญิงใส่นั้นมีสีสันมากกว่าของผู้ชาย หญิงสาวนั้นนิยมสวมใส่ชุดกระโปรง ชายกระโปรงมีลายปักที่มีลวดลายสวยงาม นิยมสวมหมวกทรงกรวย  หลังจากมีบุตรแล้วนิยมใส่ผ้าคลุมผมที่มีพื้นสีขาว และมีลายปักลวดลายต่างๆ ถ้าสมมุติไม่มีลวดลายบนผ้าแสดงว่าเป็นหม้าย  ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าเราสามารถพิจารณาสถานภาพทางด้านการสมรสของผู้หญิงชาวคาซัสได้จากการสังเกตการแต่งกาย  เวลาใส่รองเท้าบุ๊ทนั้นผู้หญิงมักจะสวมใส่ถุงเท้าที่มีลายปักบนผ้า

ชาวคาซัสเชื่อว่าวันอังคารและวันศุกร์เป็นวันที่ไม่มงคล ห้ามออกนอกบ้าน และมักจะเห็นความสำคัญของเลขคี่ โดยเฉพาะเลขเจ็ดและเลขเก้า  โดยเฉพาะเชื่อว่าเลขเจ็ดนั้นเป็นเลขที่น่าเคารพ  และเป็นเลขที่ปรากฏในวรรณกรรมของชาวคาซัสมากที่สุด และเลขเจ็ดก็มีบทบาทในชีวิตประจำวันค่อนข้างมาก เช่น สินสอดเวลาแต่งงานนั้นบ้านคนเศรษฐีนั้นจะต้องมีม้า 77 ตัว ฐานะปานกลาง 47 ตัว ระดับต่ำสุดต้อง 17  ตัว เรื่องทุกเรื่องที่สัมพันธ์กับตัวเลขต้องนึกถึงเลข 7 เป็นอันดับแรก

ชาวเป่าอัน

ชาวเป่าอันที่อาศัยอยู่รวมกันเป็นชุมชนนิยมใช้ภาษาเป่าอันในการสื่อสาร เป็นภาษาตระกูลเดียวกับภาษามองโกล  คนส่วนมากนิยมใช้ภาษาจีนควบคู่ไปด้วย  คำว่า “เป่าอัน”เป็นคำที่เรียกกันเองภายในกลุ่ม ก่อนการสถาปนาประเทศจีนใหม่  เพราะนับถือศาสนาอิสลามและมีจารีตประเพณีคล้ายกับชาวหุย คนส่วนมากจึงเรียกชนกลุ่มนี้ว่าเป็น “หุยเป่าอัน” หลังจากที่เป็นประเทศจีนใหม่ จึงเรียกเป็นทางการว่าชาวเป่าอัน  ส่วนมากอาศัยอยู่ที่บริเวณรอยต่อของมณฑลกานซูและชิงไห่ มีประชากรจำนวน 16,505 คน เป็นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับชาวตงเซียง และชาวซาลา ชาวเป่าอันคือ กลุ่มสาขามองโกลหนึ่งที่นับถือศาสนาอิสลามในสมัยราชวงค์หยวนและหมิง วิถีชีวิตในการก่อร่างสร้างตัวของกลุ่มชนดังกล่าวส่วนหนึ่งได้ผสมผสานกับชาวหุย ชาวธิเบต ชาวทู่

ชาวเป่าอันนิยมอาศัยอยู่กันแบบชุมชุน ในอดีตมักจะพักอาศัยอยู่บ้านเดี่ยวที่มีโครงสร้างที่ค่อนข้างต่ำและเป็นบ้านที่สร้างมาจากดินและไม้  ชาวเป่าอันยึดอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก มีส่วนหนึ่งที่ทำหัตถกรรมและอาชีพรองอื่นๆ ได้เรียนรู้เทคนิคการเพาะปลูกจากชาวฮั่นและชาวหุย  เช่นการปลูกพืชตระกูลถั่วและข้าวฟ่าง   

ครอบครัวชาวเป่าอันนั้นที่ผ่านมานั้นจะเป็นครอบครัวใหญ่และมีอาศัยอำนาจของผู้นำครอบครัวเป็นหลัก แต่ปัจจุบันเป็นแบบครอบครัวเดี่ยว สมัยก่อนนั้นสิทธ์ขาดในเรื่องต่างๆ นั้นอยู่ที่พ่อแม่ เช่นการให้ลูกของตัวเองคลุมถุงชนบุตรกับคนที่ตัวเองชอบ ชาวเป่าอันไม่นิยมแต่งงานกับต่างศาสนิก แม้แต่กับการแต่งงานกับต่างนิกายก็ไม่ค่อยมี   ชาวเป่าอันนิยมแต่งงานเร็ว การแต่งงานนั้นจะต้องได้รับคำยินยอมจากผู้นำศาสนา แต่ปัจจุบันนี้เหตุการณ์ต่างๆ ก็เปลี่ยนไป

ครอบครัวของชาวเป่าอันนั้นนิยมอาหารประเภทแป้ง มักจะนิยมทานหมั่นโถ ซาลาเปา บะหมี่ เป็นต้น ส่วนมากทานอาหารประเภทเนื้อเป็นหลัก เช่นเนื้อวัวแลเนื้อแกะเป็นต้น ชาวเป่าอันยังเป็นชนที่ต้อนรับขับสู้แขกที่มาเยือนอย่างดี เวลามีแขกผู้ชายมาเยือน หญิงสาวและหญิงวัยกลางคนจะไม่ออกมาต้อนรับแขก จะต้องอยู่ช่วยงานในห้องครัว ผู้ชายชาวเป่าอันนิยมใส่หมวกกลมสีขาว  ใส่เสื้อขาว มาสายคาดเอวแลสะพายมีด มักจะรองเท้าบุ๊ท ผู้หญิงใส่เสือสีสันต่างๆเช่นสีแดง สีม่วง สีเขียวเป็นต้น ผู้หญิงชาวเป่าอันยังนิยมสวมผ้าคลุมผม ผู้หญิงหลังแต่งงานนิยมใส่หมวกผ้าสีขาวหรือใส่ผ้าคลุมผมสีดำ หญิงสาวนิยมสีเขียว หญิงชราชอบสีขาว  สมัยก่อนชาวเป่าอันอาศัยอยู่กับชาวมองโกล เสื้อผ้าที่สวมใส่จึงมีความคล้ายคลึงกับชาวมองโกล ปัจจุบันนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากชาวหุยและชางตงเซียง

มีดเป่าอัน ส่วนมากเป็นมีดที่ทำจากทองแดง การทำมีดของชาวเป่าอันนั้นมีชื่อเสียงกระฉ่อนไปถึงมณฑลกานซู ชิงไห่ ธิเบตเป็นต้น  มีดเป่าอันเป็นมีดที่มีชื่อเสียงคล้ายกับ“มีดมองโกล” กล่าวกันว่า เมื่อ 200ปีก่อน ชาวอพยพเป่าอันนั้นมีอาชีพทำเกษตรและทำหัตถกรรมไปด้วย มีดที่ทำอกมานั้นมีความแหลมคม “มีดมองโกล”เป็นมีดปลายโค้ง ด้ามมีดสลักมังกรหรือดอกไม้ต่างๆ มีดเป่าอันนั้นดูเรียบๆ คมมีดตรง คมมีดมีรูปดาวหลายรูป มีการเจาะรูที่ปลายด้าม มีดเป่าอันจึงได้รับคำนิยมชมชอบเพราะเป็นมีดที่คม ปลายด้ามแหลม พกง่ายใช้สะดวก เป็นที่นิยมของทุกกลุ่มชนในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีดเป็นอาวุธมีคมที่กฎหมายจำกัดขอบเขตในการใช้จึงควรใช้อย่างระมัดระวัง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

http://baike.baidu.com/view/3985.htm

http://baike.baidu.com/view/4392.htm

http://www.tianshannet.com.cn/special/2010_bl_ndm/2010-08/16/content_5163054.htm

Advertisements

เกี่ยวกับ muslimlanna

คู่ต้อสู้ สิงโตพบเจอกับหมาบ้าตัวหนึ่ง มันรีบหลบหมาบ้าตัวนั้น ลูกสิงโตเห็นพ่อสิงโตทำเช่นนั้น มันรู้สึกผิดหวังในตัวพ่อสิงโตมาก “พ่อครับ พ่อกล้าต่อกรกับเสือและซีต้า แต่วันนี้พ่อกลับหลบหมาบ้าธรรมดาๆตัวหนึ่ง ผมละขายหน้าแทนพ่อจริงๆ” พ่อสิงโตจึงเอ่ยกับลูกว่า “ลูกเอ๋ย กัดกับหมาบ้าชนะมันน่าภูมิใจนักหรือ?” ลูกสิงโตส่ายหัว “หากโดนหมาบ้ากัดเสียหายไหม?” ลูกสิงโตพยักหน้า “ในเมื่อมันไม่คุ้มค่า เราจะเผชิญหน้ากับหมาบ้าให้เปลืองแรงเปลืองใจไปทำไมล่ะ?” อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ ไม่ใช่ใครๆก็คู่ควรเป็นคู่ต้อสู้ของเรา ยิ้มแล้วเดินจากไป ดีกว่าปล่อยให้มันกัดเอา เพราะคนที่พร้อมจะกัดกับหมาบ้ามีอยู่ถมเถไป!
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ไม่มีหมวดหมู่ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s