เส้นทางการค้าฝิ่นและการจับกุมเรื่องราวของ”ลูกเป๊อะ(พวกรับจ้างขนฝิ่น) ที่เชียงใหม่ในอดีต

เส้นทางการค้าฝิ่นและการจับกุมเรื่องราวของ”ลูกเป๊อะ(พวกรับจ้างขนฝิ่น) ที่เชียงใหม่ในอดีต

รายละเอียดข่าว

s02

ย้อนเหตุการณ์ที่เชียงใหม่(๘)

เมื่อ ๕๓ ปีก่อน นสพ.คนเมือง ฉบับวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๔๙๖ การรายงานข่าวการลักลอบขนยาเสพติด คือ ฝิ่น ซึ่งมักนำจากอำเภอฝางเข้ามาตัวเมืองเชียงใหม่

“ฝิ่นผูกเอวมาจากฝาง ถูกจับได้ที่ อ.แม่แตง”

“เจ้า หน้าที่ตำรวจอำเภอแม่แตง อันมี ร.ต.ท.ปริญญา บัวชาติ หัวหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอแม่แตง เปนหัวหน้าไปควบคุมการจราจรที่หัวสพาน ข้ามน้ำแม่แตงตอนสามแยกทางเข้าอำเภอเมื่อเวลา ๑๓.๐๐ น. วันที่ ๙ เดือนนี้(มิถุนายน)

“ขณะนั้นมีรถยนต์โดยสารเลขที่ ๑๐๓๑ จากฝางจะมาเชียงใหม่ ได้หยุดให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้น ร.ต.ท.ปริญญา บัวชาติ สังเกตเห็นผู้โดยสาร ๒ คนที่ลงมายืนข้างล่าง มีท่าทีพิรุธจึงเรียกตัวไปตรวจค้นในที่ทำการตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ตรวจค้นได้ฝิ่นสุกห่อกระดาษแก้วหุ้มด้วยพลาสติกอีกชั้นคาดอยู่ ที่เอวบุคคลทั้ง ๒ คนละ ๒ กิโลกรัม จึงควบคุมตัวไปดำเนินคดี ชายทั้ง ๒ คนนี้ชื่อนายหมวก อ้ายเจริญและนายสุข อ้ายเจริญ เปนคนชาวบ้านอำเภอเมืองลำพูนทั้งสองคนให้การรับสารภาพ”

เรื่องการขน ฝิ่นนี้ ข้อมูลจากตำรวจรุ่นเก่าอายุเลย ๗๐ ปี เล่าว่าส่วนใหญ่ชาวบ้านที่ต้องการมีรายได้มักขนฝิ่นจากอำเภอฝางเข้า เชียงใหม่ นำติดตัว ๒-๓ ตัว(จ๊อย) จ๊อยหนึ่งหนัก ๑ กิโลกรัม ๖ ขีด หนักเอาการ ตำรวจนายนั้นจำได้ว่าเคยไปจับฝิ่นหลังดอยสุเทพ ยึดฝิ่นได้ ๘ ตัว ขนกลับมาได้ไม่หมด เพราะปืนที่นำไปก็หนักพอแล้ว ขนมาคนละตัวก็หนักแทบแย่ ที่เหลือต้องทิ้งไว้

ฝิ่นซื้อมาจากฝาง ราคาตัวละ ๑,๐๐๐ บาท นำมาถึงเชียงใหม่ได้ราคาเพิ่มเป็น ๑,๖๐๐ บาทแต่หากส่งไปขายกรุงเทพฯได้ราคาถึงตัวละ ๔,๐๐๐ บาท

ใน เมืองเชียงใหม่มีพ่อค้ารับซื้อฝิ่นหลายคน มักรับซื้อมาจากอำเภอฝาง บางส่วนนำมาส่งขายที่โรงฝิ่นในเมืองเชียงใหม่ ก่อนหน้านี้อยู่ที่ถนนท่าแพ บริเวณห้างตันตราภัณฑ์เก่าที่เลิกกิจการไปแล้ว ทุนตัวละ ๑,๐๐๐ บาท นำไปขายได้ ๑,๖๐๐ บาทโดยประมาณ โรงฝิ่นจะนำฝิ่นดิบที่รับซื้อไว้ไปเคี่ยวเป็นฝิ่นสุกและให้ลูกค้าสูบ บรรจุหลอดๆละ ๘ บาท สมัยนั้นคนสูบฝิ่นกันเต็มโรงฝิ่น

การขนฝิ่นราย ใหญ่มักเป็นคนในเครื่องแบบ ขนจากฝางมาขายที่เชียงใหม่ โดยใช้รถจิ๊ป คราวละ ๒๐๐-๓๐๐ ตัว ฝิ่นซื้อจากพวกจีนฮ่อ เส้นทางผ่านด่านแม่ขิ และด่านเชียงดาว นำมาขายให้พ่อค้าในเมืองเชียงใหม่

การขนฝิ่นครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง นำไปไว้ที่บ้านบ้านนายทหารแถวบ้านเด่น ปรากฏว่าถูก ร.ต.ท.ปกรณ์ ปิ่นเฉลียวและร.ต.อ. เกษม ศุขพงษ์ ไปตรวจค้นและยึดเป็นของกลางได้

ตำรวจรุ่นเก่าเล่าไว้เช่นนั้น

ส่วน การค้าฝิ่นระดับประเทศ โดยเฉพาะสมัย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ พ.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ อดีตนายตำรวจติดตามของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ได้เขียนเกี่ยวกับการค้าฝิ่นในยุคนั้นไว้ทำให้เห็นภาพและเหตุผลในเชิง เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองว่า

“สมัยนั้นเมืองไทยยังมีโรงยาฝิ่น ประชาชนเข้าโรงยาฝิ่นไปพักผ่อนนอนสูบฝิ่นกันได้อย่างเสรีในนั้น พวกนักเลงขี้ยาและนักเลงต่างๆ ก็ใช้โรงยาเป็นที่พบปะกันเหมือนกัน ตำรวจจึงทำตัวเป็นนักเลงฝิ่นเข้าไปคลุกคลีหาข่าวได้ง่ายๆ วิธีหนึ่ง รัฐบาลไทยมีสัญญากับประเทศอิหร่านที่เรียกว่า เปอร์เซีย ในสมัยนั้นในการซื้อฝิ่นดิบจากที่นั่นแห่งเดียวจะไปซื้อที่อื่นไม่ได้ สัญญานี้เป็นสัญญาระยะยาว นอกเสียจากถ้าทางเราจับกุมฝิ่นเถื่อนได้ยังคงใช้ฝิ่นเถื่อนที่จับได้นั้นไป ได้ แต่ถ้าจะซื้อเข้าประเทศจะต้องซื้อจากเปอร์เซียแห่งเดียว ระยะนั้น กระทรวงการคลังเกิดขาดเงินงบประมาณซื้อฝิ่น และฝิ่นดิบก็กำลังจะหมดคลังอยู่อีกไม่เท่าไหร่ ทำยังไงจึงจะหาฝิ่นมาเข้าสต็อกได้ เงินหมด ไม่มีงบซื้อเข้า ทางการก็ประชุมกันคิดหาทางแก้ไข ผลการประชุมมีออกมาว่า จะต้องขนฝิ่นเองโดยไปหาซื้อเอาจากกลุ่มชาวเหนือที่เป็นชาวเขา ที่นั่นเป็นดงฝิ่นของพวกหากินกับฝิ่นเถื่อน หาซื้อที่นั่นราคาถูกกว่า แล้วทำเป็นจับมาได้ ขนเป็นของกลางมาเข้าคลังสรรพสามิต

“ที่ประชุมตกลงกันแล้วก็สั่งการลงมาลับๆ ใครล่ะจะเป็นคนทำงานชิ้นนี้ คำสั่งก็มาตกตูมลงที่กรม
ตำรวจ ที่มีอธิบดีเป็นบุรุษเหล็กแห่งเอเชีย เมื่อคำสั่งมาจากท่านผู้ใหญ่ มีหรือที่ท่านบุรุษเหล็กจะปฏิเสธ ยิ่งเป็นงานที่ไม่มีใครรับทำเพราะไม่มีกำลังคนที่จะทำงานใหญ่เช่นนี้ได้ ตำรวจไทยก็ต้องทำได้ ผม(พ.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ)ถูกเรียกตัวเข้าพบ พล.ต.อ.เผ่า สั่งว่า มึงไปจัดการให้สำเร็จทีเถอะวะ เอาพวกมึงไปช่วยด้วย มึงไปจัดการเอาเอง สั่งการแค่นั้นก็หมดคำสั่ง นอกจากนั้นให้ผมไปคิดเอาเอง ผมถามไปทางสรรพสามิตว่างบประมาณให้ผมเท่าไหร่ สรรพสามติตให้ถามไปทางกระทรวงการคลัง เขาไม่รู้เรื่อง มีหน้าที่แต่เพียงคอยรับของกลางที่จับได้เท่านั้น ถามไปทางกระทรวงการคลังก็ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ คงจะเป็นที่รู้เฉพาะเบื้องสูง คือ ระดับรัฐมนตรีและสูงไปอีก ต่อมาผมให้เจ้านาย(พล.ต.อ.เผ่า) ถามไป มีคำตอบมาคือ มีงบพอสำหรับจำนวนขนาดสิบตัน แต่ต้องไปแลกเป็นทอง พวกฮ่อเจ้าของฝิ่นเขาไม่รับเงินไทย รับแต่ทองน้ำหนักราคาเท่าราคาฝิ่น

“ผม ชวนเพื่อนรักของผมไปด้วย ก็ไอ้อ้วน พันศักดิ์นั่น และเอาตำรวจที่ไว้ใจได้ใช้งานกันสนิทไปห้าคน มีอาวุธพร้อมเผื่อมีอะไรที่ต้องแก้ไข ในดินแดนนอกเขตไทยนั้น ไว้ใจไม่ได้ว่าจะมีอะไร ผมมีพวกงานลับฝ่ายจีนของผมอยู่ในแดนนั้นอยู่แล้ว ตั้งสำนักงานอยู่ในถิ่นนั้น ผมเรียกเขามาคนหนึ่ง ไม่บอกว่าจะไปทำอะไร เพียงแต่บอกว่าผมจะขึ้นเหนือเข้าเชียงตุงไปดูสำนักงานของเราที่นั่นให้เขา เตรียมที่ทางและคนไว้ จะเดินทางทันทีที่วิทยุไปบอก การเดินทางบินไปลงจังหวัดลำปางต่อรถไปเชียงรายเข้าอำเภอแม่สาย คืนนั้นเข้าไปในแดนพม่าที่พวกฮ่อยึดครองอยู่ เข้าไปที่หน่วยของผมที่นั่นมีนายพลจีนคนสำคัญคอยผมอยู่แล้ว เขาเป็นหัวหน้าใหญ่ของพวกกองพล ๙๓ คุมพวกฮ่อส่วนใหญ่”

พ.ต.อ.พุฒ เล่าว่า คอยอยู่ในคืนนั้นเอง ขบวนล่อบรรทุกฝิ่นก็เดินมากันเป็นแถวยาวประมาณ ๕๐-๖๐ ตัว มีการขนฝิ่นที่บรรจุในกระป๋องขนาดใหญ่ลงจากหลังล่อและจ่ายเงินให้ผู้ที่เป็น หัวหน้า หลังจากนั้นขนฝิ่นขึ้นรถบรรทุกกลับเข้าเขตไทยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ สมัยนั้นยังไม่มีการตัดถนนจากเชียงรายเข้าเชียงใหม่ จึงต้องใช้เส้นทางผ่านจังหวัดลำปาง ถึงลำปางเมื่อตอนสาย มีการติดต่อนายสถานีรถไฟบอกว่ามีการจับฝิ่นมาได้และจะนำไปเก็บที่คลังกรม สรรพสามิต นายสถานีได้จัดตู้รถไฟให้ ๒ ตู้ นำฝิ่นขึ้นใส่ตู้บรรทุกเข้ากรุงเทพฯ โดย พ.ต.อ.พุฒ กับคณะนั่งคุมฝิ่นเข้ากรุงเทพฯด้วย แต่เกิดปัญหาเมื่อขบวนรถไฟมาถึงสถานีจังหวัดอุตรดิตถ์ หัวหน้าหน่วยสรรพสามิตอุตรดิตถ์จะขอตรวจค้นและดูฝิ่นแต่ พ.ต.อ.พุฒ ไม่ยอมมีการโต้เถียงกันและตกลงกันว่า หัวหน้าสรรพสามิตจะนั่งไปด้วยเพื่อคุมฝิ่นไม่ให้มีการสูญหาย เมื่อถึงสถานีบางซื่อ รถของกรมสรรพสามิตมารับฝิ่นไป เป็นอันเสร็จสิ้น แต่ในวันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวโจมตีทันทีว่า “ตำรวจไทยค้าฝิ่น”(บุรุษเหล็กแห่งเอเชีย,พ.ต.อ.พุฒ บูรณะสมภพ)

เป็น ยุคที่การค้าฝิ่นโดยฝ่ายตำรวจโดยอ้างเหตุผลดังที่ว่า แต่ฝ่ายตรงข้ามก็แย้งว่ามีการค้าฝิ่นหลายครั้งไม่ใช่ครั้งนี้ครั้งเดียวและ ยังว่างบประมาณที่อธิบดีเผ่า ศรียานนท์ นำมาพัฒนาจนเป็นกองทัพตำรวจได้เพราะเงินจากการค้าฝิ่นลักษณะนี้

ย้อน มาถึงด้านการขนฝิ่นจากฝั่งประเทศพม่าเข้ามายังประเทศไทยในอดีตเมื่อ ๕๐ ปีก่อนหน้านี้ เดิมมองภาพไม่ชัดเจนนัก จนได้พบข้อมูลในบทความของ “ทองฤทธิ์ พรหมตรี” ทะยอยลงใน นสพ.คนเมืองปลายปี พ.ศ.๒๕๐๗ แม้ข้อมูลบางฉบับขาดหายไปแต่ก็ทำให้ได้ความรู้ชัดเจนขึ้น

ผู้ เขียนซึ่งคงใช้นามปากกา เกริ่นว่าเป็นเหตุการณ์ปี พ.ศ.๒๔๙๒ กำลังอยู่ในวัยรุ่นทำไร่ทำนาอยู่ที่อำเภอฝางซึ่งเป็นดินแดนแห่งการค้าฝิ่น ได้รับการชักชวนจากเพื่อนที่เคยไปรับจ้างขนฝิ่นหรือเรียกว่า “เป๊าะฝิ่น” เพื่อนคนนี้ชื่อ “ทองสิ่ง” เป็นชื่อไพเราะมากไม่เคยได้ยินมาก่อน ร่วมกันรับจ้างไปขนฝิ่นที่เมืองหาง เขตประเทศพม่า การรับจ้างขนฝิ่นก็เขียนได้ละเอียดละออตามแบบนักเขียนสมัยก่อน คัดลอกมาให้อ่านจะได้อรรถรสกว่า ความว่า

“…ที่อำเภอฝางจังหวัด เชียงใหม่ ในราวระหว่างปี พ.ศ.๒๔๙๒ ในยุคนั้นเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า มีการค้าหรือขนฝิ่นกันอย่างเอิกเกริกไม่ใช่น้อย จะรู้ได้จากหน้าหนังสือพิมพ์เวลานั้นมักจะลงข่าวเกี่ยวกับกองคาราวานขนฝิ่น ปะทะกับตำรวจอยู่บ่อยๆ หรือที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ ตอนที่ขบวนรถลำปางถึงเชียงใหม่ก็มักจะเห็นผู้ชายที่มีผ้าป๊ก(ห่อผ้า)ดำ ลงจากรถไฟกันเป็นหมู่ๆ ก็เนื่องจากเขาเหล่านั้น ไปเป๊าะฝิ่น(ขนฝิ่น) กันมานั่นเอง มีแทบจะทุกวัน

“พวกนี้โดยมากเป็นลูกเป๊อะ(พวกรับจ้างขน ฝิ่น) และก็มักเป็นชาวชนบทเสียส่วนมาก ว่างจากการทำนาก็ไม่ค่อยจะมีอะไรทำจึงมักจะไปรับจ้างเป๊อะฝิ่นกัน และก็เป็นรายได้ที่งามสำหรับเขาด้วย คือ เขาจ้างเป๊อะจ๊อยละ ๑๐๐ บาท(๑ จ๊อยหนัก ๑.๖ กก.) บางคนเป๊อะทีละ ๑๒ จ๊อยก็มี ซึ่งนับว่าเป็นการเป๊อะที่มากที่สุด นอกนั้นก็ ๑๐ จ๊อยบ้าง ๗ จ๊อยและ ๕ จ๊อย เป็นอย่างต่ำ แล้วแต่ใครจะเป๊อะเท่าไรก็ได้.

พ.ต.ท.อนุ เนินหาด รอง ผกก.สส.สภ.อ.แม่ริม
anunernhard@hotmail.com
>

 

 s06

 

รายละเอียดข่าว

ย้อนเหตุการณ์ที่เชียงใหม่(๙)

เมื่อ ๕๓ ปีก่อน นสพ.คนเมือง ฉบับวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๔๙๖ การรายงานข่าวการลักลอบขนยาเสพติด คือ ฝิ่น ซึ่งมักนำจากอำเภอฝางเข้ามาตัวเมืองเชียงใหม่โดยการโดยสารรถยนต์

“ฝิ่น” มักขนมาจากเมืองหาง เขตประเทศพม่า โดยมีนายทุนจ้างลูกจ้างผูกด้านหลังหรือที่เรียกว่า “เป๊อะ” ขนผ่านป่าเขาไปส่งที่ลำปาง โดยพบข้อมูลที่คุณทองฤทธิ์ พรหม-ตรี เขียนไว้ในวารสารคนเมืองว่า

“ลูกเป๊อะ(พวกรับจ้างขนฝิ่น) มักเป็นชาวชนบทว่างจากการทำนาก็ไม่ค่อยจะมีอะไรทำจึงมักจะไปรับจ้างเป๊อะ ฝิ่นกัน และก็เป็นรายได้ที่งามสำหรับเขาด้วย คือ เขาจ้างเป๊อะจ๊อยละ ๑๐๐ บาท(๑ จ๊อยหนัก ๑.๖ กก.) บางคนเป๊อะทีละ ๑๒ จ๊อยก็มี ซึ่งนับว่าเป็นการเป๊อะที่มากที่สุด นอกนั้นก็ ๑๐ จ๊อยบ้าง ๗ จ๊อยและ ๕ จ๊อย เป็นอย่างต่ำ แล้วแต่ใครจะเป๊อะเท่าไรก็ได้ ระยะทางก็ถ้าเป๊อะไปส่งที่ลำปางกินเวลา ๒๐ กว่าวันเป็นอย่างช้า ถ้าไปส่งหลังดอยสุเทพเชียงใหม่ก็ ๗ วันเป็นอย่างเร็ว แต่ถ้าไปส่งที่ดอยสุเทพเขาจ้างจ๊อยละ ๕๐ บาทเท่านั้น ส่วนมากมักจะไปส่งที่ลำปาง

“พวกพ่อค้าพวกนี้มักจะเรียกกันว่าพวก พ่อเลี้ยง มีทั้งคนไทยและคนจีนฮ่อ แต่มักจะเป็นจีนฮ่อเสียมากกว่า พ่อค้าเหล่านี้จะมีบ้านพักอยู่แถวบริเวณสะพานข้ามน้ำแม่มาว อำเภอฝาง บนเส้นทางรถยนต์สายเชียงใหม่-ฝาง เพราะสะดวกกับการติดต่อต่างๆ และก็ใกล้กับทางแยกไปเมืองหาง เขตพม่า ซึ่งเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยฝิ่น ผู้ที่ไปเป๊อะฝิ่น ก็จะต้องไปเป๊อะหรือไปขนเอาที่เมืองนี้”

ด้านการปราบปรามจับกุมของตำรวจเล่า ตำรวจทำงานหย่อนยานกันหรือไร คุณทองฤทธิ์ พรหมตรี เขียนออกตัวไว้ให้พร้อมแล้ว

“การ ปราบปรามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็คอยปราบอยู่เสมอ แต่ก็ไม่สงบลงได้กลับจะลุกลามใหญ่โตขึ้นทุกวัน ก็เนื่องจากเวลานั้นตำรวจ ตชด.ก็ยังไม่มี และก็กองคาราวานแต่ละกอง ก็มีการคุ้มกันอย่างแข็งแรง มีอาวุธดีๆ ส่วนเส้นทางลำเลียงก็เป็นทางป่าและเขา จึงเป็นการยากแก่การปราบปรามอยู่มิใช่น้อย เราจะเห็นได้จากเมื่อเจ้าหน้าที่ไปกวาดล้างที่ดอยป่าคาหลังดอยสุเทพ เชียงใหม่ ทางการต้องอาศัยกำลังตำรวจมาก เช่น ตำรวจพลร่มในกระโดดร่ม จึงจะปราบสำเร็จ จึงชี้ให้เห็นว่าการค้าฝิ่นขณะนั้นใหญ่โตและคึกคักมาก มีกองคาราวานลำเลียงฝิ่นเว้นแต่ละวัน แต่ละกองก็มีจำนวนคนเป๊อะนับเป็นร้อยร้อยทีเดียว”

เขียนออกตัวให้ ตำรวจอย่างมีเหตุผลเช่นนี้ทำให้ตำรวจด้วยกันโล่งอกกันไป เป็นเหตุผลที่ไม่ใช่กล่าวเลื่อนลอยเลยแม้แต่น้อย ความร้ายกาจของกองกำลังคุมฝิ่นที่พร้อมทั้งกลยุทธ์และอาวุธที่ดีกว่าตำรวจ จึงยากที่ตำรวจจะปราบปรามได้ง่าย

ดังตัวอย่างที่ตำรวจเก่าที่คนหนึ่ง คือ ร.ต.ต.ศุภชัย วงศ์นาง ตำรวจนอกราชการ อายุ ๗๐ ปีเศษ เคยรับราชการที่ สภ.ต.แม่ปิง เล่าเหตุการณ์ในการปราบปรามจับกุมฝิ่นรายใหญ่รายหนึ่ง จนถึงขั้นตำรวจต้องสูญเสียชีวิต

“เหตุเกิดเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๔ พลฯทอง ขัติยะ ประจำอยู่ สภ.ต.แม่ปิงที่เดียวกับผม บ้านอยู่แถววัดผ้าขาว ถนนราชมรรคา ในเมืองเชียงใหม่ เสียชีวิตเมื่อมีการนำกำลังเพื่อไปจับกุมผู้ขนฝิ่นที่ดอยป่าคา ด้านหลังดอยสุเทพ อยู่เขตอำเภอแม่ริม สมัยนั้นมีกองคาราวานขนฝิ่นกันมาก การไปจับฝิ่นสมัยนั้นเป็นที่นิยมกันเพราะหากยึดฝิ่นได้นำมาแบ่งกันและขายก็ ได้เงินใช้ สมัยนั้นเงินเดือนน้อย สมัยปี พ.ศ.๒๔๙๓ ที่ผมเริ่มเป็นพลตำรวจ เงินเดือนรวมเบี้ยเลี้ยงแค่ ๑๓๐ บาท ต่อมาปรับเป็น ๑๔๐ บาทและ ๑๙๐ บาท มาปรับครั้งใหญ่เป็น ๓๓๐ บาทสมัยที่เริ่มก่อตั้งโรงเรียนพลตำรวจที่ลำปาง

“สภ.ต.แม่ ปิงสมัยนั้น ร.ต.อ.ถา สิทธิปราณี เป็นผู้บังคับกอง มีสายลับมารายงานว่ามีกองคาราวานขนฝิ่นมาอยู่ดอยป่าคา อยู่ด้านหลังดอยสุเทพ เป็นเขตอำเภอแม่ริม ผู้กองถา มอบให้ ส.ต.อ.หมื่น แสนจิตและ ส.ต.อ.มานิต ณ เชียงใหม่ นำกำลังไปดักจับ สมัยนั้นใครๆ ก็อยากไปร่วมเพราะหวังฟลุ้ก คือ ยึดฝิ่นได้นำมาขาย บางครั้งมีข่าวก็มักปิดบังกันเกรงคนจะไปกันเยอะ คราวนั้นผมไปร่วมด้วย เบิกปืนเล็กยาว ๘๓ กระสุนเบิกได้คนละ ๑๐ นัด

“เราไปนอนที่หมู่บ้าน แม้ว ที่ดอยป่าคาคืนหนึ่ง ตอนเช้าจึงออกเดินไปยังหุบเขาที่ได้รับแจ้งว่ามีคาราวานฝิ่น การเดินลาดตระเวนก็ต่างคนต่างเดิน ไม่เป็นรูปขบวน เดินไปได้ระยะหนึ่งมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ขนฝิ่น แต่ก็ยังไม่มีการยิงปะทะกัน พลฯทอง ขัติยะ เดินไปในเส้นทางของกลุ่มขนฝิ่นพอดี เรียกว่าเส้นทางปืน จึงถูกยิงเสียชีวิต หลังจากนั้นพอพลฯทอง ถูกยิง พวกเราก็ขวัญกระเจิง แตกกระจายกัน ต่างคนต่างหันหลังกลับ ไม่มีหลักการอะไรกัน กลับกันลงมา ศพพลฯทอง ขัติยะ ก็ทิ้งไว้ จนรุ่งเช้าผู้บังคับบัญชาสมัยนั้นผู้กำกับการเชียงใหม่ คือ พ.ต.ท.ศรีศุข มหินทรเทพ นำกำลังตำรวจกองเมืองเชียงใหม่ขึ้นไปนำศพกลับมาได้”

ด้านวิธีการค้าฝิ่น การเตรียมตัว ค่าจ้าง และการขนไปส่งที่จังหวัดลำปาง คุณทองฤทธิ์ พรหมตรี บันทึกไว้เป็นความรู้ว่า

“วิธี การค้าของพวกพ่อค้าหรือ พ่อเลี้ยง มักจะมีบ้านพักอยู่แถวๆ สะพานข้ามน้ำแม่มาวเพื่อสะดวกแก่การติดต่อพ่อค้าทางใต้จะมาติดต่อพ่อเลี้ยง เหล่านี้ให้นำฝิ่นไปส่งให้ที่นั่นที่นี่ตามแต่จะตกลงกัน เมื่อนัดแนะกันเป็นที่เรียบร้อย พ่อค้าทางใต้ก็จะไปรอรับของที่ๆ ได้นัดกันไว้ พวกพ่อเลี้ยงก็เริ่มหาจ้างคนไปเป๊อะ(ไปขนฝิ่น) โดยที่พวกพ่อเลี้ยงจะไปหาคนที่รู้จัก ที่อยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ กัน หมู่บ้านละหนึ่งคน แต่งตั้งให้คนนั้นเป็นนายหน้า หาจ้างคนในหมู่บ้านของตน ตามจำนวนคนที่ต้องการ ที่เป็นเช่นนี้ก็โดยที่พ่อเลี้ยงไม่สามารถรู้จักคนที่จะไปเป๊อะได้ทั่วทุกคน เพราะมีจำนวนคนมาก ถ้าหากคนเหล่านั้นที่ไม่รู้จักกระทั่งบ้านช่องของเขาเกิดทรยศ นำเอาฝิ่นที่ตนเป๊อะหลบหนีเสียกลางทาง ก็ไม่รู้จะไปเอาคืนที่ไหน จึงให้นายหน้าไปหาจ้างเอง ตามที่ตนรู้จักในหมู่บ้านของตนหรือหมู่บ้านอื่นบ้างที่นายหน้ารู้จักดี ถ้าพวกลูกเป๊อะเอาของหนีกลางทาง พ่อเลี้ยงก็จะรู้ได้ว่าเป็นใครที่ไหนจากนายหน้าเหล่านี้ และก็อีกนัยหนึ่งถ้าคนเป๊อะอ่อนแอกลางทางจะไปอีกต่อไปไม่ไหวแล้วพวกนายหน้า ก็จะได้รับผิดชอบ โดยที่จะต้องหาจ้างคนกลางทางเป๊อะไปแทน ถ้าไม่ได้ก็ต้องเป๊อะไปแทนเพราะของๆ เขาจะต้องเอาไปให้ถึงที่พร้อมกันเพราะเหตุนี้พวกนายหน้าจึงมีเปอร์เซนต์สูง และก็ต้องหาจ้างคนที่ตนเห็นว่าจะไปได้ตลอด ไม่ทำความลำบากให้กลางทาง

“เมื่อ ได้คนเป๊อะตามจำนวนที่ต้องการแล้ว พ่อเลี้ยงก็จะจ่ายเงินล่วงหน้าให้ลูกเป๊อะไปก่อนคนละ ๑๐๐ บาทเพื่อให้ลูกเป๊อะไปซื้อของที่จะต้องใช้กลางทาง การไปเป๊อะ ลูกเป๊อะจะต้องหาของที่ต้องใช้เอง เช่น ผ้าดำสักเมตรครึ่ง สำหรับป๊กของ(ห่อของเป๊อะหลัง) ผ้าพลาสติกสำหรับกันฝน ถ้วยหนึ่งใบสำหรับใส่ข้าวกิน ถุงข้าวสารใช้ถุงยาวๆ เพื่อมัดติดเอวได้ พอจุข้าวสารได้สักหนึ่งหรือสองลิตร ผ้าขาวม้าสำหรับเป็นสายเป๊อะ ผ้าห่ม ไฟฉาย มีด บุหรี่ รองเท้าผ้าใบ ฯลฯ ตามที่จำเป็นจะต้องใช้ในการเดินทาง การหาซื้อของเหล่านี้จะต้องหาซื้อต้นทางเสียก่อน ถ้าไปซื้อกลางทางก็จะต้องซื้อในราคาแพงมาก เมื่อเตรียมข้าวของในการเดินทางเสร็จ พ่อเลี้ยงก็จะบอกให้ไปรวมกันหรือรอรับของที่เมืองหาง เขตพม่า เพราะพ่อเลี้ยงไปหาซื้อฝิ่นที่นั่นซึ่งเป็นถิ่นคลังฝิ่น ลืมบอกไปว่าข้าวสารหรืออาหารที่จะกินกลางทางขณะที่เป๊อะฝิ่นไม่ต้องซื้อ พ่อเลี้ยงจะจ่ายให้เอง ตั้งแต่ลูกเป๊อะถึงเมืองหางเรียบร้อยแล้ว เตรียมเฉพาะที่จะเดินทางไปเอาฝิ่นที่เมืองหางเท่านั้น

“พวกลูกเป๊อะ เหล่านี้ ได้รับค่าจ้างจ๊อยละ ๑๐๐ บาท เอาไปส่งลำปางและเขาจะจ่ายให้หมดเมื่อถึงปลายทางเมื่อของถึงที่เรียบร้อย แล้ว ตอนกลางทางจะเบิกใช้บ้างก็ได้ เขาก็มีคนนำเงินไปจ่ายให้ใช้บ้างตามกลางทางเหมือนกัน ในเมื่อลูกเป๊อะไปพร้อมกันอยู่ที่เมืองหางแล้ว เขาก็จะจ่ายขอให้(ฝิ่น) ลูกเป๊อะนำไปป๊อ(ห่อ)เอง ฝิ่นที่เขาจ่ายให้ลูกเป๊ะ ขนไปนี้ เขาจะบรรจุในปี๊บใหญ่บ้างเล็กบ้างตามขนาดที่ลูกเป๊อะอาษาจะรับไป เมื่อเรียบร้อยเขาก็จะตั้งเป็นกองคาราวาน มีพวกมือปืนคุมไปส่งตามจุดที่ได้นัดแนะกับพ่อค้าทางใต้…..”

เมื่อ ถึงเวลาที่กำหนดผู้เขียนเรื่องนี้กับเพื่อนไปยังบ้านของพ่อเลี้ยงที่ชื่อว่า “เปาเสิ้น” ได้รับเงินคนละ ๑๐๐ บาทสำหรับซื้อของใช้ในการเดินทางและวันรุ่งขึ้นก็ออกเดินทางกันแต่เช้ามืด เส้นทางไปเมืองหางแยกจากทางรถยนต์สายเชียงใหม่-ฝาง ตอนใกล้กับสะพานข้ามน้ำแม่มาวไปทางตะวันตก สิ้นสุดที่หมู่บ้านม่วงชุมระยะทางประมาณ ๑๐ กิโลเมตร พักทานข้าวเช้าที่บ้านม่วงชุมหลังจากนั้นเป็นทางขึ้นเขาชัน เส้นทางแคบ ระหว่างขึ้นเขาได้มาทันขบวนม้าต่างประมาณ ๒๐ ตัวแต่ละตัวบรรทุกสินค้าจากอำเภอฝางออกเดินทางมาตั้งแต่เมื่อคืนนำสินค้าไป ขายที่เมืองหาง สินค้าส่วนมากเป็นข้าวสาร เกลือ บุหรี่ เป็นต้น พ่อค้าม้าต่างมี ๓-๔ คน เป็นจีนฮ่อ มีปืนสั้นเป็นอาวุธติดตัว

ขบวนมาเที่ยงวันที่หลักแต่ง ดอยชื่อว่าแม่หางแห้ง เป็นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า

“…ทาง ตอนนี้เป็นทางลงเขา พวกเราเดินลงเขามาอีกสักครึ่งชั่วโมงก็ถึงห้วยศาลา บริเวณนี้กว้างบ้าง มีที่ราบพอเป็นที่พักคนเดินทาง มีศาลาเล็กๆ ซึ่งก็ปลูกด้วยไม้ไผ่ มีลำห้วย มีน้ำดื่ม จึงสมกับเป็นที่พัก ฤดูแล้งปีไหนไม่แห้งแล้งมาก ลำห้วยนี้ก็พอมีน้ำกินอยู่บ้าง แต่ถ้าแล้งมาก็ไม่มีเหมือนกัน พวกเราจึงหยุดพักกินข้าวกลางวันกันที่นี่…”

ขบวนคาราวานฝิ่นมาถึงเมืองฝางเอาตอนค่ำหลังจากเดินทางกันตลอดทั้งวัน กองคาราวานฝิ่นหลับนอนกันอย่างไรน่าสนใจอยู่ไม่น้อย.

พ.ต.ท.อนุ เนินหาด รอง ผกก.สส.สภ.อ.แม่ริม

 ที่มา

http://www.thainews70.com/news/news-culture-arnu/view.php?topic=119

ผู้เขียน: muslimlanna

คู่ต้อสู้ สิงโตพบเจอกับหมาบ้าตัวหนึ่ง มันรีบหลบหมาบ้าตัวนั้น ลูกสิงโตเห็นพ่อสิงโตทำเช่นนั้น มันรู้สึกผิดหวังในตัวพ่อสิงโตมาก “พ่อครับ พ่อกล้าต่อกรกับเสือและซีต้า แต่วันนี้พ่อกลับหลบหมาบ้าธรรมดาๆตัวหนึ่ง ผมละขายหน้าแทนพ่อจริงๆ” พ่อสิงโตจึงเอ่ยกับลูกว่า “ลูกเอ๋ย กัดกับหมาบ้าชนะมันน่าภูมิใจนักหรือ?” ลูกสิงโตส่ายหัว “หากโดนหมาบ้ากัดเสียหายไหม?” ลูกสิงโตพยักหน้า “ในเมื่อมันไม่คุ้มค่า เราจะเผชิญหน้ากับหมาบ้าให้เปลืองแรงเปลืองใจไปทำไมล่ะ?” อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ ไม่ใช่ใครๆก็คู่ควรเป็นคู่ต้อสู้ของเรา ยิ้มแล้วเดินจากไป ดีกว่าปล่อยให้มันกัดเอา เพราะคนที่พร้อมจะกัดกับหมาบ้ามีอยู่ถมเถไป!

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s