ศรีจันทร์ดร ตระกูลใหญ่ของชุมชนมุสลิม ย่านช้างคลาน (อีกมุมหนึ่ง)

 อาจารย์บุญธรรม ศรีจันทร์ดร กับหมวกสักหลาดปีก 2 ชั้นของพ่อที่เก็บรักษาไว้ หมวกลักษณะนี้ได้รับความนิยมเมื่อ 60 ปีก่อน กลางถนนเจริญประเทศเป็นย่านชุมชนมุสลิม มีศาสนสถานคือมัสยิดอยู่ที่ถนนเจริญประเทศซอย 13

    
ตระกูลใหญ่ของชุมชนมุสลิมย่านนี้ คือ “ศรีจันทร์ดร” ต้นตระกูล คือ นายซอฟัร อารี แตนด้อส ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำและได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ว่า “พญาศรีจันทร์ดร”

รุ่นลูกของพญาศรีจันทร์ดร(นายซอฟัร อารี แตนด้อส) รวม 8 คน คนโต คือ 1นายเจ้า ศรีจันทร์ดร ทำหน้าที่เป็นผู้นำชุมชนแทน ได้รับแต่งตั้งเป็น “พญาราชผดุงกิจ” แยกเป็นต้นสกุล “ผดุงกิจ” แต่งงานนางต่อน เชื้อสายไทเขิน บุตรธิดา คือ นางจันทร์ , นางเกี๋ยง , นางมา , นางหมา , นางต๋า , นายมดและนางบียาน 2นายซอดมูลุก 3นายเต๋า ศรีจันทร์ดร แต่งงานกับนางปุ๊ด 4.นายหลั่น ศรีจันทร์ดร 5.นายมิตร ศรีจันทร์ดร 6.นางคา ศรีจันทร์ดร 7นายเดา ศรีจันทร์ดร 8.นายมูจา ศรีจันทร์ดรนอกจากนี้รุ่นลูกของพญาศรีจันทร์ดร คนที่ 2 คือ นายซอดมูลุก ศรีจันทร์ดร ได้รับแต่งตั้งเป็นกำนันตำบลช้างคลาน นายซอดมูลุก แต่งงานกับนางบุญมี บุตรธิดา คือ 1นายอินตา ศรีจันทร์ดร 2นางบุญปั๋น นานา 3นายอ๊อด ศรีจันทร์ดร 4.นายสิน ศรีจันทร์ดร 5.นางคำปุ๋ย ศรีจันทร์ดร 6นายเย ศรีจันทร์ดร

นายสิน ศรีจันทร์ดร บุตรชายคนที่ 4 ของนายซอดมูลุก ทำหน้าที่เป็นกำนันต่อจากนายซอดมูลุก แต่งงานกับนางบัวชุม ทิพยมณฑล บุตรสาวของพญาอินทนุรักษ์ ทำหน้าที่คุมเงินของเจ้าแก้วนวรัฐ บ้านอยู่บ้านกองทราย
รุ่นลูกของกำนันสิน คือ นางทองคำ เงาโสภา(แต่งงานกับมาสเซอร์เฮง เงาโสภา), นางวสันต์ ศรีจันทร์ดร(เสียชีวิต) , นายวิสูตร ศรีจันทร์ดร และนายวิสิษฐ์ ศรีจันทร์ดร(เสียชีวิต)

การครอบครองที่ดินเดิมของนายราฟัร อารี แตนด้อชหรือพญาศรีจันทร์ดร นับ 150 ไร่นั้น ต่อมากระจายเป็นมรดกสู่รุ่นลูก โดยเฉพาะย่านหมู่บ้านเชียงใหม่แลนด์ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่นาเดิมอยู่ถัดจากบ้านช้างคลานมาทางทิศตะวันตก เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ที่ดินนี้บุตรชายคนโต คือ พญาราชผดุงกิจ(นายเจ้า ศรีจันทร์ดร) ที่ดินแปลงนี้นำไปช่วยเหลือประกันตัวคดีและต่อมาถูกธนาคารสยามกัมมาจลยึดและฟ้องศาลนำขายทอดตลาด ผู้ที่ประมูลได้เป็นกรรมสิทธิ์ คือ นายแบร์หรือมิสเตอร์แบร์ ทำงานอยู่ห้างบีกิมแอนด์โก มีบ้านอยู่หน้าวัดพระสิงห์ ต่อมาที่ดินส่วนหนึ่งเปลี่ยนเป็นกรรมสิทธิ์ของนายอินตา ศรีจันทร์ดร บุตรชายคนโตของนายซอดมูลุก

หลังจากได้เป็นกรรมสิทธิ์แล้ว นายแบร์ มอบหมายให้นายสิน ศรีจันทร์ดร ซึ่งคุ้นเคยกันช่วยดูแล เนื่องจากที่ดินเนื้อที่มาก บางส่วนคนจนที่ไม่มีที่อยู่อาศัยมาปลูกกระต๊อบอยู่อาศัย โดยที่นายสิน ปล่อยให้อยู่ได้โดยไม่ขับไล่ ส่วนที่เป็นที่นาก็ให้ชาวบ้านเช่าทำนา ต่อมาที่ดินตกสู่รุ่นลูกของนายแบร์ คือ นางฟีด้า แบร์ สามีคือ นายแพทย์นพรัตน์ บุญเลิศ

ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์เป็นของบริษัทเชียงใหม่แลนด์ซึ่งมีนายอุเทน เตชะไพบูลย์ เป็นประธานกรรมการรวมเนื้อที่ 119 ไร่ แยกเป็นส่วนของนายอินตา ศรีจันทร์ดร อยู่ติดถนนช้างคลาน ๕๕ ไร่และส่วนของนางฟีด้า แบร์ เป็นทุ่งนาอยู่ถัดไปทางด้านใต้อีก 59ไร่ ว่ากันว่าส่วนของนางฟีด้า แบร์ขายไปเป็นเงิน 19 ล้านบาท ปัจจุบัน คือบริเวณหมู่บ้านเชียงใหม่แลนด์ทั้งหมด

นางทองคำ เงาโสภา บุตรหญิงของนายสิน ศรีจันทร์ดร เคยเล่าว่า

“ทันได้เห็นปู่ คือ นายซอดมูลุกกับนายเดา น้องของปู่ ส่วนคนอื่นไม่ทันได้เห็น เสียชีวิตไปก่อนแล้ว นายซอดมูลุก เป็นคนใจบุญ อาชีพเลี้ยงวัวและรีดนมไปขาย รุ่นพ่อของป้า(นางทองคำ เงาโสภา) ต้องสะพายนมวัวไปส่งตามบ้าน พอมาถึงรุ่นพ่อ เริ่มประกอบอาชีพขายเนื้อวัวและเนื้อควาย โดยฆ่ากันในบริเวณบ้าน พ่อเสียชีวิตประมาณ 30 ปีเศษแล้ว(ประมาณ พ.ศ.2520) ปีนั้นจำได้ว่าน้ำท่วมช้างคลาน 5 ครั้ง ศพพ่อซึ่งตามความเชื่อของศาสนาต้องนำศพไปทำพิธีฝังภายใน 24 ชั่วโมง นำศพไปฝังที่ป่าช้าท่าวังตาลต้องเดินลุยน้ำกันไป บ้านช้างคลานนี้ ในอดีตน้ำท่วมทุกเนื่องจากอยู่ใกล้แม่น้ำปิง แต่ท่วมไม่มาก ขนาดครึ่งของต้นข้าวที่ปลูก ข้าวไม่เสียหาย ไม่นานก็ลด ไม่ใช่ท่วมนานแบบปัจจุบัน

“บริเวณที่ดินหมู่บ้านราชพฤกษ์ ถัดจากบ้านช้างคลานไปทางทิศใต้ เนื้อที่ 19 ไร่ก็เคยเป็นของพญาศรีจันทร์ดรมอบให้นายมูจาลุก ลูกชายซึ่งเป็นอิหม่ามอยู่สุเหร่าช้างคลาน ได้ที่ดินเยอะกว่าลูกคนอื่น ที่ดินบริเวณโรงเรียนสันติ ก็เคยเป็นของนายมิตร ศรีจันทร์ดรที่ได้มรดกมา

“ป้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดศรีดอนไชย ใกล้แยกแสงตะวัน สมัยนั้นเดินไป ไปกับหมู่ญาติพี่น้องบ้านใกล้กัน จบประถม 4 ต่อมาไปเข้าโรงเรียนคำเที่ยง จบมัธยม 2 มาเข้าโรงเรียนเรยีนาเชลี จนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เลยออกจากโรงเรียนมาช่วยพ่อแม่ทำงาน สมัยก่อนหากมาจากสี่แยกโรงหนังแสงตะวันมาทางบ้านช้างคลาน สองข้างทางเป็นทุ่งนาทั้งนั้น ทางขวาเป็นสุสานช้างคลาน น่ากลัวมากในยามค่ำคืน ริมถนนมีต้นขี้เหล็กทางการปลูกไว้ ถัดไปเป็นต้นฉำฉาใหญ่ นาบางส่วนทำนาไม่ได้ผลเพราะน้ำท่วมขัง มองไปเห็นไปถึงโรงเรียนเรยีนา มาถึงบริเวณโรงแรมลานนาพาเลซ สมัยก่อนเป็นทุ่งนา ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีทหาร ปตอ.มาตั้งปืนยิงเครื่องบินที่นี่ ทหารมาจากภาคกลางบางคนก็เกเร คนหนึ่งมีเวทย์มนต์คาถา หนังเหนียว เอามีดกรีดแขน มีดไม่เข้าเนื้อ เคยแสดงเก็บเงินจากชาวบ้านด้วย ชอบเล่นการพนันระรานชาวบ้าน จนต่อมาจ่าไสว ใจคำ ตำรวจลอบใช้ปืนยิงจากไต้ถุนบ้านเข้าที่ก้น เสียชีวิต ชาวบ้านอนุโมทนากัน

“ออกจากโรงเรียนช่วยแม่ค้าขาย ขณะนั้นที่บ้านทำเนื้อไปขายที่ตลาดวโรรส เป็นเนื้อที่ย่างแล้ว เนื้อได้จากการฆ่าในบริเวณบ้านทั้งวัวและควาย การฆ่าก็เริ่มตั้งแต่ 1 ทุ่ม หลังตะวันตกดินแล้วก็เริ่มฆ่า อาชีพฆ่าและขายเนื้อเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านช้างคลาน มีประมาณ 20 กว่าครอบครัวที่ยึดอาชีพนี้ การฆ่า 1 ตัวมักแบ่ง 2ครอบครัวหรือ 4 ครอบครัว นอกจากค้าเนื้อแล้วก็ทำนา ทำนาในที่ของมิสเตอร์แบร์”

ตระกูลศรีจันทร์ดรที่มีหัวทางธุรกิจจนสร้างฐานะได้มั่นคง คือ นายอินตา ศรีจันทร์ดร บุตรชายคนโตของนายซอดมูลุก ชอบค้าขายจนทำธุรกิจใหญ่หุ้นกับนายริ้ว ศักดาทร นายห้างนิยมพานิช คือ ทำโรงฟอกหนังด้านหน้าโรงหนังชินทัศนีย์เก่า โดยใช้หนังจากวัวควายที่ฆ่าที่บ้านช้างคลาน

นายอินตา ศรีจันทร์ดร แต่งงานกับนางคำเฟย ศรีจันทร์ดร บุตรธิดารวม 7 คน คือ น.ส.จินดา , นางสุดา จุฑาเพชร , นางขันแก้ว ศรีจันทร์ดร , นายบุญส่ง ศรีจันทร์ดร , นางสายหยุด ปัณณวลี , นายบุญศิริ ศรีจันทร์ดร และอาจารย์บุญธรรม ศรีจันทร์ดร

อาจารย์บุญธรรม ศรีจันทร์ดร ปัจจุบันอายุ 76 ปี รับราชการอาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จนเกษียณอายุราชการ เล่าการสร้างฐานะของรุ่นพ่อว่า

“พ่อผมสร้างฐานะจากอาชีพทำเนื้อ พอมีเงินก็ไปร่วมลงทุนกับนายริ้ว ศักดาทร เจ้าของนิยมพานิช ผมอายุแค่ 6 ขวบ พ่อเสียชีวิต สิ่งที่จำได้สมัยนั้นคือ การแต่งกายของพ่อและคนฐานะดีสมัยผมเด็ก เรียกว่ายุคจักรยานฮัมเบอร์หมวกสักหลาดปีก ๒ ชั้น คือ คนรวยมักใช้จักรยานเป็นพาหนะ ยี่ห้อแพงที่สุด คือ ฮัมเบอร์ การแต่งกายที่นิยม คือ กางเกงขาสั้น ถุงเท้ายาวถึงเข่า รองเท้าหนัง สวมหมวกสักหลาด ปีกหมวกซ้อนกัน ๒ ชั้น พ่อผมแต่งตัวแบบนี้ไปคุมโรงฟอกหนัง คนอื่นก็แต่งกันแบบนี้ ผมเคยเห็นเสี่ยเจี๊ยว กิติบุตร บ้านอยู่ท่าแพ แต่งตัวแบบนี้ขี่จักรยานออกจากบ้าน รุ่นนี้เป็นเพื่อนพ่อผมทั้งสิ้น

“ที่ดินบริเวณหมู่บ้านเชียงใหม่แลนด์เป็นของเรา 84 ไร่ ขายให้ธนาคารศรีนครของนายอุเทน เตชะไพบูลย์ นอกจากนี้มีที่อยู่สันนาเม็ง อำเภอสนทราย 50ไร่ แต่ละปีได้ข้าวเปลือกมาเข้ายุ้งที่บริเวณบ้านประมาณ 300 เกวียน เก็บไว้ขายเมื่อราคาสูง จะมีพ่อค้าข้าวมาขอซื้อ

“พ่อผมเจ้าชู้พอสมควรแบบคนมีฐานะดีสมัยก่อน นอกจากแม่ผมแล้วก็มีภรรยาอื่นด้วย พ่อผมเสียเร็ว คือ อายุแค่ 49ปี ยังจำได้คือวันที่ 1 ธันวาคม 2486 พ่อไปเฝ้าโรงฟอกหนังที่สันป่าข่อย เครื่องบินบินมา พ่อมัวแต่ไล่คนงานลงหลุมหลบภัย พ่อลงหลุมหลบภัยช้า กระสุนที่ยิงจากเครื่องบินถูกพ่อตายคาหลุมหลบภัย หลังจากพ่อผมตายแล้ว พี่ชาย คือ บุญส่ง รับผิดชอบทำนา โดยจ้างชาวบ้านช่วย ส่วนนาที่สันทรายให้ชาวบ้านเช่าและแบ่งข้าวเปลือกมาเข้ายุ้ง ส่วนพี่สาวยังมีอาชีพทำเนื้อต่อ มักขายส่งคือชาวบ้านละแวกนี้มารับซื้อไปขายที่ตลาดอีกทอดหนึ่ง

“บ้านเดิมของพ่อก็ยังมั่นคงแข็งแรงอยู่ ผมเกิดก็เห็นบ้านนี้แล้ว เดิมใต้ถุนโล่ง ต่อมามาต่อเติม บ้านใหญ่แบบบ้านของพ่อผมที่จำได้มีบ้านของกำนันป่าพร้าวนอก และบ้านของนายกี้ อยู่ตรงแยกแสงตะวัน

“ที่ดินของเราที่หลังโรงแรมลานนาพาเลซ ซอยศรีจันทร์ดร พี่ชายคือ บุญส่ง เห็นว่าชาวบ้านด้านในไม่มีทางออก จึงปรึกษาพี่น้องและเราบริจาคให้ราชการสร้างถนนเสียพื้นที่ไป ๒ ไร่เศษ สมัยนั้นผู้ว่าฯไชยยาฯ เป็นการทำบุญให้คนใช้สัญจรร่วมกัน ทางราชการตั้งชื่อว่าถนนศรีจันทร์ดร”.

พ.ต.อ.อนุ เนินหาด ผกก.จร.เชียงใหม่

(ข้อมูลเพิ่มเติมแจ้งได้ที่ anunernhard@hotmail.com)

http://www.thainews70.com/news/news-culture-arnu/view.php?topic=311

Advertisements

เกี่ยวกับ muslimlanna

คู่ต้อสู้ สิงโตพบเจอกับหมาบ้าตัวหนึ่ง มันรีบหลบหมาบ้าตัวนั้น ลูกสิงโตเห็นพ่อสิงโตทำเช่นนั้น มันรู้สึกผิดหวังในตัวพ่อสิงโตมาก “พ่อครับ พ่อกล้าต่อกรกับเสือและซีต้า แต่วันนี้พ่อกลับหลบหมาบ้าธรรมดาๆตัวหนึ่ง ผมละขายหน้าแทนพ่อจริงๆ” พ่อสิงโตจึงเอ่ยกับลูกว่า “ลูกเอ๋ย กัดกับหมาบ้าชนะมันน่าภูมิใจนักหรือ?” ลูกสิงโตส่ายหัว “หากโดนหมาบ้ากัดเสียหายไหม?” ลูกสิงโตพยักหน้า “ในเมื่อมันไม่คุ้มค่า เราจะเผชิญหน้ากับหมาบ้าให้เปลืองแรงเปลืองใจไปทำไมล่ะ?” อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ ไม่ใช่ใครๆก็คู่ควรเป็นคู่ต้อสู้ของเรา ยิ้มแล้วเดินจากไป ดีกว่าปล่อยให้มันกัดเอา เพราะคนที่พร้อมจะกัดกับหมาบ้ามีอยู่ถมเถไป!
ข้อความนี้ถูกเขียนใน วิถีมุสลิมล้านนา คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s