เรื่องเล่าชาวมุสลิม ครูมยุรี สุคนธา ที่ถนนเจริญประเทศซอย ๑(ซอยสุเหร่าบ้านฮ่อ)

เรื่องเก่าชาวมุสลิม บ้านของคุณครูมยุรี สุคนธา ที่ถนนเจริญประเทศซอย ๑(ซอยสุเหร่าบ้านฮ่อ)

รายละเอียดข่าว

      
บ้านของคุณครูมยุรี สุคนธา ที่ถนนเจริญประเทศซอย ๑ต้นถนนเจริญประเทศฝั่งทิศตะวันตกมีชุมชนใหญ่เรียกว่า “บ้านฮ่อ” ชุมชนนี้เป็นชาวจีนยูนนานมุสลิมที่อพยพมาจากประเทศจีน ผู้นำของชุมชนตั้งแต่เริ่มต้นมา คือ ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ

จากการศึกษาและรวบรวมของอาจารย์จีริจันทร์ วงศ์ลือเกียรติ ประทีปะเสน ขุนชวงเลียงฦาเกียรติ มีนามเดิมว่าเจิ้งชงหลิ่ง และนามในศาสนาอิสลามว่า อิบรอฮีม เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๖ ณ ตำบลหยีซี เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน เป็นบุตรชายคนเดียวของคหบดีเมืองหยีซี ต่อมาได้สมรสกับหญิงสาวชาวจีนไม่ทราบนามและมีบุตรสาว ๒ คน

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๘ เมื่ออายุได้ ๓๒ ปี ได้เดินทางบุกป่าฝ่าดงนำพลพรรคประมาณ ๑๐ คน คุมกองคาราวานม้าต่างจำนวน ๑๐๐ ตัว เข้ามาค้าขายยังเมืองเชียงใหม่ผ่านทางสิบสองปันนา เชียงตุง เข้าสู่ประเทศไทยทางอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ลงมาลำปาง ขึ้นไปลำพูน เข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าหลวงองค์ที่ ๘ ของเชียงใหม่ ระยะแรกที่อยู่เมืองเชียงใหม่ได้พักอยู่กับญาติที่สนิทสนมคุ้นเคยกับเจ้าหลวงเชียงใหม่ เมื่อเดินทางไปค้าขายที่เมืองระแหงหรือตาก ได้แต่งงานกับนางนพในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ หลังจากนั้นปี พ.ศ.๒๔๕๒ ได้สร้างบ้านอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ บริเวณถนนเจริญประเทศแห่งนี้ ที่ดินเนื้อที่ ๕ ไร่ได้รับประทานจากเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๙

ขุนชวงเลียงฦาเกียรติและนางนพ มีบุตรธิดารวม ๑๐ คน คือ นายเจอ วงศ์ลือเกียรติ , นายสุขุม วงศ์ลือเกียรติ,นางเต็มดวง วงศ์ลือเกียรติ,นายชาญ วงศ์ลือเกียรติ,นาง วีรัจฉรี จันทน์ยิ่งยง,นายสุรินทร์ วงศ์ลือเกียรติ,คุณหญิงจันทร์เพ็ญ นาวีเสถียร,นายอโณทัย วงศ์ลือเกียรติ,นางสมบูรณ์ วงศ์ลือเกียรติและนางพวงเพ็ชร วงศ์ลือเกียรติ

ขุนชวงเลียงฦาเกียรติมีความสามารถทางด้านการค้าขายระหว่างชุมชนต่างๆ โดยนำสินค้าต่างๆ รวมทั้งวัสดุก่อสร้างบรรทุกม้าต่างวัวต่าง ระหว่างที่ทางราชการก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือถึงลำปางในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ ขุนชวงเลียงฦาเกียรติได้ช่วยเหลือทางราชการโดยใช้ม้าต่างรับบรรทุกวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก ฯลฯ ไปยังบริเวณขุนตานที่มีการขุดเจาะอุโมงค์ ซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากเป็นถิ่นทุรกันดารและภูเขาสูงชัน

นอกจากนี้ยังช่วยเหลือทางราชการในการรับเหมาขนส่งพัสดุไปรษณีย์และจดหมายของทางราชการและการไปรษณีย์ของมณฑลพายัพ ต่อมาได้เปลี่ยนไปประกอบกิจการป่าไม้ที่บ้านแม่สะเกิบ อำเภอแม่สะเรียง จนเลิกกิจการไปเมื่อมีการยกเลิกสัมปทานป่าไม้ ความสามารถและความมุ่งมั่นนี้ส่งผลให้ขุนชวงเลียงฦาเกียรติและครอบครัวมีฐานะร่ำรวยระดับคหบดีคนหนึ่งของเมืองเชียงใหม่

ในช่วงที่ทางราชการได้เริ่มก่อสร้างสนามบินเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๗ ตรงกับสมัยของรัชกาลที่ ๖ ทางราชการได้ขอรับบริจาคที่ดินเพื่อพัฒนาสนามบิน ครั้งนั้นขุนชวงเลียงฦาเกียรติได้ร่วมบริจาคที่ดินจำนวนถึง ๒๒๕ ไร่ ๒ งานให้ทางราชการ ด้วยเหตุนี้ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ “ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ” เป็นบำเหน็จแห่งความดีเพื่อเป็นเกียรติแก่ตัวท่านและวงศ์ตระกูล นอกจากนี้ได้รับประทานนามสกุล “วงศ์ลือเกียรติ” จากเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๙ อีกส่วนหนึ่งด้วย
ในย่าน “บ้านฮ่อ” ในซอย ๑ ถนนเจริญประเทศมีบ้านไม้สักเก่าหลังหนึ่ง

เจ้าของบ้านเป็นอดีตครูใหญ่โรงเรียนช่องฟ้าซินเซิง ชื่อ คุณครูมยุรี สุคนธา(เดิมสกุล ลีตระกูล) เกิดปี พ.ศ.๒๔๖๖ ปัจจุบันอายุ ๘๘ ปี เล่าว่า

“เกิดในสุเหร่าบ้านฮ่อแห่งนี้ สมัยก่อนในบริเวณสุเหร่ามีห้องแถวไม้หลายห้อง สร้างไว้ให้อยู่อาศัยกัน ไม่แน่ใจว่าต้องเช่ากับสุเหร่าหรือไม่ พ่อแม่อาศัยอยู่ที่ห้องแถวสุเหร่าในระยะที่เริ่มต้นสร้างครอบครัว คุณพ่อชื่อ นายลิขิต ลีตระกูล แม่ชื่อ แม่เคย ลีตระกูล พ่อมาจากเมืองจีน มณฑลยูนาน พ่อเล่าว่ามาอยู่เมืองเชียงใหม่ตั้งแต่อายุ ๑๒-๑๓ ปี มาทำงานรับใช้เป็นลูกจ้างของขุนชวงเลียง ต่อมาเจอแม่ซึ่งเป็นลูกครึ่งพม่าจึงได้แต่งงานกัน หลังแต่งงานแล้วไปอยู่ที่ห้องแถวในสุเหร่า ต่อมาจึงได้มาซื้อบ้านนี้และย้ายครอบครัวมาอยู่ที่นี่เรื่อยมา พ่อมีอาชีพค้าขาย

“มาซื้อบ้านนี้ ยาย(ครูมยุรี) อายุได้ประมาณ ๑๐ ขวบ คือ ประมาณปี พ.ศ.๒๔๗๖ บ้านนี้มีอยู่แล้ว จำไม่ได้ว่าเดิมเป็นของใคร ตอนนั้นยายเรียนโรงเรียนคำเที่ยง

“ตอนสงครามโลกครั้งที่ ๒(ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๘๔-๒๔๘๘) พ่อทำหลุมหลบภัยไว้หน้าบ้าน เวลาทางการเปิดหวอให้สัญญาณก็วิ่งลงหลุมหลบภัย ช่วงหนึ่งโยกย้ายไปอยู่ทางอำเภอสันทรายเพราะกลัวทิ้งระเบิด ส่วนพ่อไม่ยอมไป บอกว่าเป็นอะไรก็ยอม ยอมตายที่บ้าน

“ครอบครัวยายมีพี่น้องรวม ๙ คน ยายเป็นลูกคนโต เคยมีพี่สาวแต่เสียชีวิตไป สมัยเด็กเรียนที่โรงเรียนคำเที่ยง จบมัธยม ๓ แล้วไปต่อที่โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ จนจบมัธยม ๖ และสมัครเป็นครูที่โรงเรียนช่องฟ้า ระหว่างเป็นครูก็สอบเทียบได้ปริญญาตรี ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นครูใหญ่โรงเรียนช่องฟ้าจนเกษียณอายุ

“ในย่านบ้านฮ่อสมัยเด็กสนุก ในละแวกนี้ที่เป็นอิสลามสมัยนั้นมีประมาณ ๒๐ ครอบครัว รู้จักกันหมด สมัยก่อนที่บริเวณโรงแรมพรพิงค์เป็นโรงเรียนชื่อ โรงเรียนเรืองศิลป์ เจ้าของชื่อครูเรือง บ้านอยู่ตรงข้ามโรงเรียน คนละฝั่งถนน โรงเรียนเป็นเรือนไม้ชั้นเดียว ลักษณะคล้ายบ้าน ในบริเวณโรงเรียนมีสนามบาส มีครูชื่อ ครูศรีโบ จะสอนบาสให้เด็กละแวกนี้ฟรี เลิกจากโรงเรียนก็ขี่จักรยานไปเรียนบาสกับครูศรีโบ สมัยเรียนที่โรงเรียนคำเที่ยง ได้มีโอกาสเป็นตัวแทนทีมบาสเก็ตบอลของโรงเรียน ไปแข่งที่โรงเรียนยุพราช กรรมการชื่ออาจารย์ย้อย ส่วนใหญ่แข่งขันกับทีมโรงเรียนสตรีวัฒโนทัย”

ด้านครอบครัว ครูมยุรี แต่งงานกับนายชม สุคนธา หลังแต่งงานไปอยู่บ้านที่ใกล้เจดีย์งาม(ใกล้เทศบาลนครเชียงใหม่) มีบุตรสาว ๒ คน คนเล็กทำงานรับราชการอยู่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่
บริเวณในกลางซอยเจริญประเทศซอย ๑ เป็นร้านข้าวซอยอิสลามที่เป็นที่รู้จัก นอกจากจำหน่ายข้าวซอยอิสลามแล้วยังมีข้าวหมกไก่ ซุปหางวัวและอาหารอื่น

เจ้าของร้านเป็นตระกูล “เลิศพูนวิไลกุล”

คุณวนิดา เลิศพูนวิไลกุล ปัจจุบันอายุ ๕๖ ปี เล่าว่าครอบครัวเริ่มจากคุณตาคุณยาย คุณตาเป็นหลานของขุนชวงเลียงฯ แต่งงานกับคุณยาย สกุลเดิม แซ่ลิ้ม บุตรธิดา ๕ คน คนแรกจำชื่อไม่ได้ คนที่ ๒ นางสุนทรี เจนตระกูล , นางบัวเพชร แซ่หลิ่ง , นางเกษมศรี รุจิพรรณ และนางปรีดาพรรณ โกวิทยากุล ตามลำดับ

“คุณตาเสียชีวิตเร็ว เหลือคุณยายยึดอาชีพดองผัก ดองเต้าหู้ขายอยู่ที่บ้าน นอกจากนี้ยังรับเย็บผ้าหารายได้ส่งลูกเรียน

“แม่คือ แม่บัวเพชร เรียนจบจากโรงเรียนท่าศาลา แถวสันป่าข่อย ปัจจุบันอายุ ๘๓ ปีแล้ว แม่เก่งด้านความรู้ศาสนา(อิสลาม) ใครตายก็ไปช่วยทำหน้าที่อาบน้ำศพ ใครเกิดลูกก็ไปทำคลอดให้ รวมทั้งบรรยายหลักธรรมทางศาสนาด้วย แม่บัวเพชร แต่งงานกับพ่อ ชื่อนายผ่งชาง แซ่หลิ่ง มีเชื้อชาติและสัญชาติจีน หลังแต่งงานพ่อมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ ช่วยดูแลยายและร่วมกันเปิดร้านขายข้าวซอย ขณะนั้นพี่(วนิดา) อายุประมาณ ๑๐ ขวบ คือเปิดประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๘ สมัยนั้นเป็นร้านเล็กๆ มีโต๊ะไม่กี่โต๊ะ

“พี่เกิดที่บ้านหลังนี้ที่เป็นร้านขายข้าวซอยในปัจจุบัน เข้าเรียนโรงเรียนเรยีนาเชลีและไปจบวิทยาลัยครูเชียงใหม่(ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่) หลังจากนั้นเป็นครูสอนที่โรงเรียนโกวิทธำรง และย้ายมาสอนโรงเรียนช่องฟ้าซินเซิง ต่อมาหลังจากพ่อเสียชีวิตได้ลาออกมาช่วยแม่ขายข้าวซอย พ่อให้ความสำคัญด้านการศึกษามาก ลูกๆ ทุกคนพ่อแม่ส่งให้เรียนทั้งหมด

“ข้างบ้านถัดไปทางทิศตะวันตกเป็นบ้านของภรรยาคุณพูนพล อาสนะจินดา ถัดไปเป็นบ้านลูกหลานขุนชวงเลียงฯ เลยไปเป็นสุเหร่า ฝั่งตรงข้ามเคยเป็นเรือนไม้ห้องแถวแบ่งให้คนทั่วไปเช่าอยู่อาศัย เป็นที่ของลูกหลานขุนชวงเลียงฯทั้งสิ้น”

ตรงกันข้ามของบ้านคุณครูมยุรี เป็นบ้านของเถ้าแก่ง่วนชุน

เถ้าแก่ง่วนชุน เดิมแซ่ตั้ง ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ตันตรานนท์” มีกิจการร้านค้าชื่อร้านตันฮั่วง่วน ที่ถนนวิชยานนท์ เมื่อธุรกิจร้านค้ามั่นคงดีแล้ว เถ้าแก่ง่วนชุนได้ทำงานช่วยเหลือสังคมชาวจีนในเมืองเชียงใหม่โดยเฉพาะงานด้านการศึกษาของเยาวชนเชื้อสายจีน โดยเป็นกรรมการโรงเรียนจีน คือ โรงเรียนฮั่วเอง และ โรงเรียนฮั่วเคี้ยว
ด้านครอบครัวเถ้าแก่ง่วนชุน แซ่ตั้ง สมรสกับแม่ขะ บุตรธิดารวม ๘ คน นอกจากนี้เถ้าแก่ง่วนชุน มีภรรยาที่เมืองจีนอีก ๑ คน ไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมามีภรรยาอีกคนหนึ่ง ชื่อ แม่ชิ่วหงส์ มีบุตรธิดา ๕ คน (หนังสือที่ระลึกงานฌาปนกิจศพนายธวัช ตันตรานนท์, ๒๕๔๖) ตระกูล “ตันตรานนท์” ปัจจุบันเป็นเจ้าของธุรกิจหลายอย่าง เช่น ห้างสรรพสินค้าริมปิง ร้านสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่น เป็นต้น.

พ.ต.อ.อนุ เนินหาด ผกก.จร.เชียงใหม่
(ข้อมูลเพิ่มเติมแจ้งได้ที่ anunernhard@hotmail.com)
ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.thainews70.com/news/news-culture-arnu/view.php?topic=275

ผู้เขียน: muslimlanna

คู่ต้อสู้ สิงโตพบเจอกับหมาบ้าตัวหนึ่ง มันรีบหลบหมาบ้าตัวนั้น ลูกสิงโตเห็นพ่อสิงโตทำเช่นนั้น มันรู้สึกผิดหวังในตัวพ่อสิงโตมาก “พ่อครับ พ่อกล้าต่อกรกับเสือและซีต้า แต่วันนี้พ่อกลับหลบหมาบ้าธรรมดาๆตัวหนึ่ง ผมละขายหน้าแทนพ่อจริงๆ” พ่อสิงโตจึงเอ่ยกับลูกว่า “ลูกเอ๋ย กัดกับหมาบ้าชนะมันน่าภูมิใจนักหรือ?” ลูกสิงโตส่ายหัว “หากโดนหมาบ้ากัดเสียหายไหม?” ลูกสิงโตพยักหน้า “ในเมื่อมันไม่คุ้มค่า เราจะเผชิญหน้ากับหมาบ้าให้เปลืองแรงเปลืองใจไปทำไมล่ะ?” อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ ไม่ใช่ใครๆก็คู่ควรเป็นคู่ต้อสู้ของเรา ยิ้มแล้วเดินจากไป ดีกว่าปล่อยให้มันกัดเอา เพราะคนที่พร้อมจะกัดกับหมาบ้ามีอยู่ถมเถไป!

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s