รวมเหตุการณ์ย้อนดูอดีตเส้นทางกลุ่มนักเลงวัยรุ่นในเมืองเชียงใหม่

รวมเหตุการณ์ย้อนดูอดีตเส้นทางกลุ่มนักเลงวัยรุ่นในเมืองเชียงใหม่

ย้อนเหตุการณ์ที่เชียงใหม่

เรื่องมัน ๆ น่าสนใจ ของวัยรุ่น ในยุคก่อน  ยุคไหน ยุคนััน วัยรุ่น แต่ละถิ่น แต่ละสถาบัน ต่างก็ยกพวกตีกัน เป็นธรรมเนียม ยิ่งในปัจจุบันก็ยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ เพราะผู้ใหญ่ ที่เป็น คนไทยด้วยกัน ก็ต่างจะยกพวก ตีกัน ประวัติศาสตร์ ย่อมซ้ำรอยเสมอ…คลิกอ่านดูครับ น่าสนใจมาก จากการรวบรวม ของท่าน อนุ เนินหาด ดีที่เก็บข้อมูลไว้ ไม่งั้น จะหาอ่านได้ยาก เพราะ ไทยนิวส์ เขาเปลี่ยนเว็บใหม่  ข้อมูล เก่า ๆ ดี ๆ หายหมด ไม่รู้จะกู้คืนได้หรือเปล่า ..
      

น้ำท่วมเชียงใหม่


      ภาพบน : ย่านสะพานแม่ข่า ข้างวัดแสนฝาง
ภาพล่าง : โรงภาพยนตร์ศรีนครพิงค์ คราวน้ำท่วมปี พ.ศ.๒๔๙๕ ถ่ายภาพโดยคุณบุญเสริม สาตราภัย

โรงภาพยนต์ศรีนครพิงค์ เชียงใหม่


      
      ต้นปี พ.ศ.๒๕๐๑ สื่อมวลชนหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เริ่มมีการรายงานปัญหาการยกพวกชกต่อยทำร้ายกันของกลุ่มวัยรุ่นในเมืองเชียงใหม่
      
      ปัญหาวัยรุ่นเป็นปัญหาหนึ่งของสังคมเมืองเชียงใหม่ในขณะนั้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติด กระทบต่อครอบครัวและปัญหาสังคมโดยตรง
      
      ผู้ที่ทันเหตุการณ์และให้ข้อมูลคนหนึ่งคือ “หยัด แม่ข่า” เล่าเหตุการณ์สมัยเมื่อยังเป็นวัยรุ่นเมื่อเกือบ ๕๐ ปีที่ผ่านมา สะท้อนปัญหาวัยรุ่นและปัญหายาเสพติดในขณะนั้นได้อย่างชัดเจน
      
      “ส่วนวัดในตัวเมืองเชียงใหม่ก็มีงานอยู่เสมอ พวกกลุ่มผมก็นัดไปเที่ยวกัน แต่มักไม่ค่อยมีเรื่องเพราะรู้จักกันเป็นส่วนใหญ่ จะมีเรื่องก็งานฤดูหนาวและงานเดือนยี่(งานลอยกระทง) ตอนเด็กงานฤดูหนาวจัดที่โรงเรียนยุพราช ตอนผมวัยรุ่นงานไปจัดที่สนามกีฬาเทศบาล ตอนหัวค่ำก็นัดกันหน้าโรงหนังศรีพิงค์ นั่งกินน้ำแข็งที่ร้านลุงเอ็กในบริเวณโรงหนัง รวมกันได้ ๒๐ – ๓๐ คนก็เดินกันไป บางครั้งรวมกันได้ถึง ๗๐ คนก็มี เดินไปเที่ยวงานฤดูหนาว ในงานก็มักมีเรื่องกับพวกแม่โจ้(วิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้) พวกนี้ใจถึงมากันแค่ ๔ คน ๕ คนก็สู้กับเราซึ่งมี ๒๐ คน ไม่กลัวเรา ใจถึงกว่าพวกเรา อย่างผมยังนับถือเลย พวกแม่โจ้เป็นละอ่อนทางใต้(ภาคกลางลงไป) บ้านเราอู้ซื่อๆ ใจไม่ถึง พวกมากเอาพวกว่า
      
      “ยิ่งไม่กลัวพวกเราก็ยิ่งต้องเขม่นกันหนัก พวกแม่โจ้ลงรถที่กาด ละอ่อนหน้ากาดก็วิ่งมาบอก พวกเราก็ไปดักตีกัน สมัยก่อนคิวรถอยู่กาดต้นลำไย ลงจากรถเดินมากาดบ้าง แอ่วหน้าโรงหนังบ้าง พวกเราดักชกซึ่งหน้าเลย มันสู้ ตีกันบุ๊บบั้บ เห็นหมู่เราเยอะสู้ไม่ไหวก็วิ่งหนี จบกันเลิกกัน เราไปแอ่วบ้านเขาก็เหมือนกันขาตีกลับมา แต่การชกต่อยกันก็ไม่ดุเดือดเหมือนในกรุงเทพฯ ไม่จ้องฆ่ากันหรือทำร้ายแบบหนักๆ ตัวหลักของกลุ่มศรีพิงค์ เช่น พันจิ้น , เกี้ยว , อาจ ,ฮ้อ ต่อมารู้จักกันเยอะเข้าก็แยกย้ายกันไปอยู่กลุ่มนี้บ้างกลุ่มนั้นบ้าง
      
      “กลุ่มผมไม่เรียกว่าเป็น แก๊ง คำว่าแก๊ง เหมือนรวมกลุ่มแล้วไประรานคนอื่น แต่เราไม่ใช่อย่างนั้น สื่อมวลชนตั้งและเรียกกันไปเอง คงมาจากหมวดเสกศึก หัวหน้าสารวัตรทหารค่ายกาวิละ แกสักรูปอินทรีย์กางปีกที่หน้าอก เต็มแผ่นอกเลย สวยงามมาก คนอื่นไม่มีใครสักกัน อาจจะสักบ้างก็สักเล็กๆน้อยๆ เช่น อักขระ ยันต์ คนที่สักแล้วคนจะไม่ค่อยคบหาด้วยเพราะดูจะเป็นนักโทษที่ผ่านคุกผ่านตะรางมาแล้ว หมวดเสกศึกชอบไปกับละอ่อนเป็นกลุ่ม ชอบเป็นผู้นำ อย่างไปเที่ยวงานใหญ่ เจอกันในงาน แกก็ทักทาย เฮ้ยกินอะไร เลี้ยงน้ำบ้างเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวบ้าง มีเรื่องมีราวก็ไปช่วยประกันตัว ไปช่วยจ่ายค่าปรับ ช่วยเอาตัวออกจากโรงพัก ทำให้ได้ใจจากกลุ่มวัยรุ่น อีกอย่างแกจะคุ้นเคยกับนักเลงในย่านนี้เช่น เองต่วน , ฮวดนกเล็ก เป็นผู้นำนักเลงทำให้สื่อมวลชนตั้งว่าเป็นแก๊งอินทรีย์ขาว อย่างฮวดนกเล็กเคยทะเลาะกับครูมวย ชื่อ ครูวัลลภ พระประแดง เปิดค่ายมวยอยู่หลังวัดบุพพาราม มีชื่อเสียง เห็นใครเป็นนักเลงก็มักตักเตือนว่า ทำไมไม่หัดทำงานทำการเป็นผู้ใหญ่แล้ว ฮวดนกเล็กคงโกรธ ใช้มีดแทงครูวัลลภที่ในบริเวณโรงหนังศรีพิงค์ เจ็บนิดหน่อย ตอนหลังนำสวยดอกไปขอขมาลาโทษกัน ด้านหมวดเสกศึก อยู่เชียงใหม่ประมาณ ๕ ปีก็ย้ายเข้ากรุงเทพฯ บางคนบอกว่ามีเรื่องพัวพันการขนฝิ่นถูกดำเนินคดีด้วย

 

ลุยแล้วครับ กลุ่มแม่โจ้ ลุยกลุ่มวัยรุ่น ศรีนครพิงค์


      
      “เหตุผลหนึ่งที่กลุ่มวัยรุ่นในเชียงใหม่ไม่ชอบกลุ่มแม่โจ้เพราะส่วนใหญ่เป็นคนใต้ อู้คำไทย ทำให้ดูเต๊ะท่า เจอก็จะหาเรื่องชก คนใต้พวกนั้นอู้เก่งอู้หวาน จีบสาวเก่งกว่าพวกเราวัยรุ่นคนเมือง ในใจลึกๆแล้วพวกเราไม่ชอบ และดูเหมือนเราด้อยกว่า ยิ่งกว่านั้นกลุ่มผมอยู่ตามหน้าโรงหนัง อยู่ตามโรงบิลเลียด สังคมไม่รับเลย ผู้หญิงไม่คบด้วย พ่อแม่ก็ไม่อยากให้คบกับพวกเรา ดูไม่มีอนาคต เช้าแต่งตัวขี่รถจักรยานไปโรงเรียนก็ไปไม่ถึงโรงเรียน ขี่ไปนั่งเล่นนอนเล่นที่น้ำตกห้วยแก้ว เย็นถึงเวลาโรงเรียนเลิกก็ขี่จักรยานกลับบ้าน ดูเหมือนว่าไปโรงเรียน 
      “เรื่องค่านิยมเขม่นคนภาคกลาง สมัยนั้นการเดินทางระหว่างเชียงใหม่กรุงเทพฯไม่สะดวก ไปทางรถไฟได้ทางเดียว การไปกรุงเทพฯเป็นเรื่องโก้เก๋ โก้หรู บ้านไหนลูกชายลูกสาวไปอยู่กรุงเทพฯ ถือว่ามีฐานะมีศักดิ์มีศรี ไปเที่ยวกรุงเทพฯเป็นความใฝ่ฝันของละอ่อนเชียงใหม่ เรามองว่าพวกกรุงเทพฯเจริญกว่าเรา บ้านเมืองใหญ่โตกว่าเรา อย่างผมเคยหนีคดีไปอยู่กรุงเทพฯ ไปกับเพื่อน ๒-๓ คน มีเงินไปไม่เท่าไหร่ อาศัยไปหาเพื่อนที่กรุงเทพฯ นอนที่หัวลำโพงบ้าง หน้าโรงหนังบ้าง ประมาณอาทิตย์เดียวเรื่องทางคดีเงียบก็กลับมา ตอนนั้นคดีเป็นคดีทำร้ายร่างกาย 
      
      “ดังนั้นใครอู้คำไทย มักถูกเขม่นและถูกชก อย่างมาหน้าโรงหนังศรีพิงค์ อู้คำไทย ก็จะโดนพวกผมหาเรื่องชกต่อยเอา ไม่ชอบเอาจริงๆ อาจเป็นค่านิยมของพวกเราในขณะนั้นก็ได้ ค่านิยมอีกเรื่องหนึ่งตอนนั้นผู้หญิงแต่งตัวเรียบร้อย คนไหนนุ่งผ้าซิ่นเห็นน่องก็ถือว่าโป๊แล้ว กระโปรงจะสวมเวลาไปงานสวมถึงข้อเท้า เสื้อแขนจีน ผมบ๊อบ 
      
      “กลุ่มแม่โจ้อาละวาดครั้งใหญ่ คือ ตีกับกลุ่มโรงหนังสุริวงศ์ หน้าประตูท่าแพ ตอนนั้นผมยังอยู่ในวงการ พวกพนักงานโรงหนังก็หมู่เดียวกับพวกเรา วันนั้นคงมีการเบียดเสียดกัน พนักงานโรงหนังผลักพวกแม่โจ้ซึ่งมี ๓ คน ๔ คน พวกนั้นกลับไปยกพวกมา นั่งรถคอกหมูกันล้างแค้น มาถึงก็ใช้ไม้ทุบทำลายป้ายโฆษณา กระจกโรงหนังเสียหายหมด หมู่ผมพากันไปพวกแม่โจ้ก็กลับไปแล้ว ไม่ทันได้ปะทะกัน พวกนี้เขารักกัน ใจเขานักสู้ หากสู้กันตัวต่อตัวพวกเราสู้เขาไม่ได้แน่ ผมยังยอมรับ ร่างกายก็แข็งแรง ชกรุม ๓ คน ๔ คนถึงจะเอาอยู่ เจอกันที่ไหนก็ต้องตีกันแล้ว ต่างคนต่างเขม่นกันอยู่”
      
      ยาเสพติดเป็นปัญหาหลักของสังคมทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น เช่นเดียวกับกลุ่มศรีพิงค์และกลุ่มวัยรุ่นอื่นในเชียงใหม่ ต่างจบบทบาทตัวเองเพราะยาเสพติดโดยเฉพาะเฮโรอีนและผงขาว(ใช้เข็มฉีด)
      
      “ในกลุ่มศรีพิงค์ก็มีตัวร้ายๆ คือ ติดฝิ่น มักไปมั่วสุมที่โรงฝิ่นอยู่บริเวณห้างตันตราภัณฑ์เดิม ถนนท่าแพ ต่อมาโรงฝิ่นถูกปิด ไม่นานยาเสพติดชนิดใหม่ที่ร้ายแรงและส่งผลต่อวัยรุ่นก็ตามมา ประมาณปี พ.ศ.๒๕๐๖-๒๕๐๗ คือ เฮโรอีน ติดง่าย ลักษณะเป็นเกล็ด ใช้ลนไฟและสูดดม ในกลุ่มเมื่อมีโรงฝิ่นถูกปิดก็แอบสูบฝิ่นที่บ้าน เมื่อมีเฮโรอีนเข้ามาก็ทิ้งฝิ่น หันมาเล่นเฮโรอีนเพราะเสพง่ายกว่า ติดเฮโรอีนกันเกือบทุกคน อย่างในกลุ่ม ๒๐ กว่าคนก็ติดกันหมด ไม่เอาสัก ๓ คน ๔ คน ติดเพราะด้วยความอยากลอง ความคึกคะนอง ลองเสพ ๓ วัน ๗ วันก็ติดแล้ว หาเงินมาได้เท่าไหร่ก็หมดกับเฮโรอีน เฮโรอีนบรรจุถุงมา แล้วนำมาแบ่งบรรจุหลอด มีหลอดขนาดเล็กและขนาดใหญ่ หลอดใหญ่ขาย ๕ บาท คนติดเฮโรอีนส่วนใหญ่ก็ต้องขอเงินจากพ่อแม่บ้าง หาเงินจากช่องทางอื่น ไม่มีทางเลือกอื่นก็ต้องลักขโมย สมัยนั้นศูนย์กลางของที่จำหน่ายเฮโรอีนคือ บ้านแม่ข่าที่ผมอยู่ ใครๆก็ต้องมาหาซื้อกันที่นี่ หมู่ทางใต้มาเชียงใหม่ก็ต้องมาหาซื้อที่นี่ ครั้งแรกอาจนั่งสามล้อให้สามล้อพามา ครั้งต่อมามาซื้อเอง หลังติดเฮโรอีนกันแล้วเรื่องรวมกลุ่มกันเที่ยวไปชกต่อยกันก็แทบจะเลิกเลย แต่พวกเด็กรุ่นหลังที่ขึ้นมาใหม่ก็ยังกริ่งเกรงอยู่บ้าง
      
      “เฮโรอีนเข้ามาประมาณ พ.ศ.๒๕๐๖-๒๕๐๗ หลังเลิกโรงยาฝิ่นแล้ว สมัยก่อนผู้คนใจดี เป็นญาติพี่น้องและรู้จักกันหมด รู้ว่าคนนี้ลูกหลานใคร ไม่มีกินก็เดินไปตลาด ยายมน ยายใส ขายข้าวนึ่งจิ้นปิ้ง เขาก็จะถามไอ้น้อยมึงกินข้าวหรือยัง หากยังก็นำข้าวนึ่งจิ้นปิ้งห่อส่งให้กิน ข้าวนึ่งห่อละ ๒๕ สตางค์ ๕๐ สตางค์ ไม่ใช่มากมายอะไร บางครั้งไม่มีเงินไปซื้อเฮโรอีนก็ไปขอคนละบาท เขาก็ให้ ให้เพราะสงสาร รู้ว่าเราติดยา เขาไม่รังเกียจ ให้แล้วก็เตือนเลิกเหียเน้อ มันบ่ะดี เตือนไปยังงั้นเองเพราะรู้อยู่แล้วว่าเลิกยาก เขาไม่รู้จะช่วยอย่างไร 
      
      “หลังจากเฮโรอีนซาลง ผงขาวก็เข้ามา รุนแรงกว่าอีก การเสพเปลี่ยนจากลนไฟสูดกลายเป็นใช้เข็มฉีดยาฉีดเข้าเส้น ติดกันเกือบทุกคนในกลุ่ม 
      
      “ในกลุ่มวัยรุ่น หลังจากเจอเฮโรอีนและผงขาวเข้าก็ต้องสลายตัว เลิกจากเป็นนักเลง พ่อแม่ญาติพี่น้องเป็นทุกข์ อย่างแม่ผมร้องไห้ทุกวัน มีเงินทองก็ต้องให้ไปซื้อยาเสพติดมาเสพ เมื่อมีการบำบัดที่ถ้ำกระบอก ละแวกนี้ก็พากันไปเลิก ไปกัน ๗-๘ คน ชักชวนกันไป พอออกจากถ้ำกระบอก ก็แวะกรุงเทพฯ เสพกันใหม่อีก ติดอีก จนพ่อแม่ญาติพี่น้องไม่เชื่อว่าจะเลิกได้ พ่อแม่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ขายของได้ก็ต้องเอาเงินมาให้เรา สูบได้ทั้งวันทั้งคืนหากมีเงิน การลนเฮโรอีนต้องจุดเทียน บางทีเมา เทียนไหม้เส้นผม บางทีปัดเทียนไหม้ที่นอนหมอนมุ้งก็มี
      
      “ผมเลิกประมาณอายุ ๒๕ ปี หักดิบเลย ตอนนั้นถูกส่งไปฝึกอาชีพที่คลอง ๖ เกือบ ๑ ปี เลิกได้ เลิกเพราะเบื่อหน่าย แม่เคยส่งเงินไปให้ ๑๐๐ บาท สมัยนั้นก็เยอะแล้ว หมดไปกับเฮโรอีน
      
      “ช่วงท้ายของชีวิต บางคนติดคุก ออกมาก็หายจากชุมชนไป บางคนโยกย้ายไปอยู่ที่อื่น บางคนก็ตายไป คนติดยาตายเร็ว เพราะร่างกายทรุดโทรมมาก ไม่ค่อยได้กินอาหาร มีโรคประจำตัว ได้เงินมาก็ซื้อยาเสพหมด อายุ ๔๐ กว่า ๕๐ กว่าก็ตายกันแล้ว บางคนก็ผูกคอตายเพราะเลิกยาไม่สำเร็จ เช่น ไอ้ซ้ง อาชีพรับจ้างเย็บผ้า พ่อแม่ให้ที่ดินเป็นมรดก ต่อมาขายที่ให้ญาติ ใช้เงินกับเฮโรอีนจนหมด ญาติพี่น้องช่วยเหลือไม่ไหวแล้ว ไปเลิกมาหลายครั้งก็กลับมาติดอีก สุดท้ายก็ต้องผูกคอตายหนีปัญหา ขณะนั้นอายุ ๔๐ กว่าแล้ว”
      
      ปัญหาและภัยของยาเสพติดเฮโรอีนพบข่าวหนึ่งปลายปี พ.ศ.๒๕๐๙
      
      “ขอเงินซื้อเฮโรอีน แม่ไม่ให้ เผาบ้าน” เหตุเกิดเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๐๙ เกิดเพลิงไหม้บ้านเลขที่ ๙๕ หมู่ ๔ ต.ท่าศาลา อ.เมืองเชียงใหม่ของนางคำปวน ขัติยะ ไหวเสียหายไปเล็กน้อยชาวบ้านช่วยกันดับได้ ผู้จุดไฟคือ นายเลิศ อายุ ๓๐ ปี บุตรชายของนางคำปวน ติดเฮโรอีนงอมแงมขอเงินไปซื้อเฮโรอีนแต่นางคำปวนไม่ให้ จึงจุดไฟเผาบ้าน.(นสพ.คนเมือง,๒๙ พ.ย.๒๕๐๙)

 

  กลุ่มวัยรุ่นที่มักมีการกล่าวถึงกันอยู่เสมออีกทั้งเป็นที่ครั่นคร้ามของกลุ่มอื่นในเชียงใหม่ คือ “กลุ่มแม่โจ้” 
ทีมฟุตบอล แม่โจ้เกรียงไกร พศ. 2507 หนึ่งในทีม คือ พี่สุทัน นามจักร แม่โจ้รุ่น ๒๘

ยอมรับกันว่ากลุ่มที่มีบทบาทมากในเมืองเชียงใหม่นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒(หลังปี พ.ศ.๒๔๘๘) คือ กลุ่มแม่โจ้ บทบาทที่ว่ามีอย่างน้อย ๒ ประการ คือ หนึ่ง ในด้านการสร้างความรู้สึกผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสถาบัน และสอง บทบาทในแง่ของการเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่กดดันกลุ่มอื่นๆในเมืองเชียงใหม่ ในด้านการชกต่อยทะเลาะวิวาท

บทบาททั้งสองบทบาทเป็นที่ยอมรับกันทั่วประเทศ ซึ่งเป็นทั้งในแง่ลบและแง่บวก ในแง่บวก คือ ความรักใคร่สามัคคีระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง ยากที่สถาบันอื่นจะเสมอเหมือนได้

ส่วนในความรู้สึกของคนเชียงใหม่แล้ว กลุ่มแม่โจ้ คือ กลุ่มอื่นที่ไม่ใช่คนเชียงใหม่

การเกิดกลุ่มแม่โจ้ หลายคนให้ความเห็นหลายประการด้วยกัน คือ

ประการหนึ่ง จากสาเหตุการสร้างระบบซีเนียริตี้ ที่เน้นการรักกันระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องที่เข้มข้น ไม่ต่างจากโรงเรียนทหารตำรวจ ทำให้นักเรียนแม่โจ้รักกัน ส่วนเหตุผลที่จำต้องสร้างระบบรุ่นพี่รุ่นน้องแบบเข้มแข็งเนื่องจากการเรียนการสอนแบบพักอยู่ในหอพัก ทำให้นักเรียนต้องพบหน้ากันตลอด ๒๔ ชั่วโมง โอกาสกระทบกระทั่งกันสูง เมื่อสร้างระบบรุ่นพี่รุ่นน้องทำให้ปกครองง่ายขึ้นลดความขัดแย้งลง

ด้วยเหตุนี้เอง “แม่โจ้” จึงมีชื่อเสียงไปทั่วประเทศในแง่ที่รักกัน
เหตุผลอื่นที่ทำให้ต้องสร้างระบบซีเนียริตี้เนื่องจากแต่ละคนมาจากต่างจังหวัด เมื่อมารวมกันทำให้ต้องมีการปลูกฝังกล่อมเกลาให้เหมือนกันหมด ใช้ระบบฝึกแบบทหาร ทำให้รักกันมาก

“แม่โจ้” คือ วิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ ชื่อเดิมคือ โรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรม นักเรียนรุ่นแรกๆ คนหนึ่ง คือ คุณจรัสพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ปัจจุบันอายุ ๙๓ ปี เคยเล่าว่า จากกรุงเทพฯมาเรียนแม่โจ้ ในปี พ.ศ.๒๔๗๘ โดยทางราชการจัดรถไฟรวม ๓ โบกี้ให้โดยสารมา มีนักเรียนสมัครใจมาเรียนประมาณ ๓๐๐ คน ภายหลังประสบความลำบาก จึงหนีกลับไปส่วนหนึ่ง ส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัดทั่วไป มีคนเชียงใหม่เป็นบางส่วน เมื่อมาเรียนที่แม่โจ้ได้รับการช่วยเหลือจากหลวงศรีประกาศซึ่งเป็นเพื่อนของแม่ จึงได้รับรถจักรยาน ๒ ล้อ เป็นพาหนะส่วนตัว ๑ คัน ใช้ขี่เข้าเมืองเชียงใหม่

คุณจรัสพงศ์ เล่าว่า เดิมบริเวณสถานที่ตั้งโรงเรียนเป็นป่าตองตึง ถนนเป็นทางเกวียนแคบๆ นักเรียนที่เรียนในรุ่นเดียวกันที่จำได้ คือ นายทองดี เป็นคนเชียงใหม่ ,นายต้อ ผู้นี้ใช้ไม้ตีศีรษะครูท่านหนึ่งจนสลบ ด้วยเหตุว่าครูดื่มสุรา ,นายจีรเดช , ม.ล.ฉาบชื่น กำภู , พระไสว สุมโน บวชหลังจากจบการศึกษาแล้ว พระไสวนี้เป็นนักเลงพอสมควร ที่ต้นคอสักเก้ายอด ซึ่งสมัยก่อน “พวกเก้ายอด” ถือว่าเก่งกล้าในวงการนักเลง อาจารย์ที่สักอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี สมัยนั้นมักจะมีเรื่องวิวาทกับอีกพวกหนึ่ง คือ ลั้กกั้ก พวกนี้สักยันต์คล้ายตัวดี ภาษาอังกฤษที่คอด้านหน้า , นายแผ่พืช เทพหัสดิน ผู้นี้เป็นบุตรของพระยาเทพหัสดิน สมัยเป็นเป็นแม่ทัพ , นายอิโณทัย บุนนาค เป็นบุตรของเทศาภิบาลจังหวัดราชบุรี คือ พระยาสุรพันธ์เสนี ส่วนคุณจรัสพงษ์ ฯ ผู้เล่า เป็นบุตรของพระยาวิเศษฤาชัย อดีตเจ้าเมืองจังหวัดเพชรบุรี

จะเห็นว่ารุ่นแรก มักเป็นบุตรของข้าราชการผู้ใหญ่ เนื่องด้วยมีการเชิญชวนว่า หากเรียน ๔ ปี จะได้ชั้นตรี ซึ่งหมายถึงทำงานอีกประมาณ ๕ ปี จะได้ชั้นโท ซึ่งเป็นนายอำเภอได้ แต่ปรากฏว่าเมื่อเรียนจบได้เพียงชั้นจัตวา หากจะได้ชั้นตรี ต้องไปเรียนต่อที่โรงเรียนเกษตรบางเขน อีก ๓ ปี ซึ่งโรงเรียนเกษตรบางเขน เปิดรับนักศึกษาที่จบจากแม่โจ้เป็นปีแรก

อาจารย์ใหญ่คนแรก คือ พระช่วงเกษตรศิลปการ ภายหลังเป็น รมต.เกษตร อาจารย์ในรุ่นแรกๆที่จำได้ คือ อ.พนม สมิตรานนท์ , อ.รึบ ชาญเลชา , อ.ตง เป็นต้น

งานที่ลำบากมากในสมัยก่อน คือ งานขุดสระว่ายน้ำ ต้องแบ่งเป็นผลัดช่วยกันขุด
สาเหตุที่ทำให้กลุ่มแม่โจ้รักกันในความเห็นของคุณจรัสพงศ์เพราะจากความจำเป็น เนื่องจากนักเรียนแม่โจ้ส่วนใหญ่มาจากท้องถิ่นอื่น เสาร์-อาทิตย์เมื่อถูกปล่อยมาพักผ่อนในเมืองเชียงใหม่ มักถูกข่มแหงจากกลุ่มอื่นซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว ทำให้ต้องปกป้องตัวเอง นักศึกษาแม่โจ้มาจากทั่วประเทศไทย ทั้งจากนครศรีธรรมราช ยะลา นครสวรรค์ ระยอง มีทุกภาค การเรียนจันทร์ถึงศุกร์ ปล่อยพักผ่อนเย็นวันศุกร์ เข้าโรงเรียนเย็นวันอาทิตย์ เหมือนนักเรียนเตรียมทหารหรือนายร้อย เมื่อออกจากโรงเรียน ส่วนใหญ่หาที่นอนบ้านเพื่อนที่อาศัยในเมืองเชียงใหม่หรือต่างอำเภอ

      กลุ่มแม่โจ้ที่ถูกกดดันจากกลุ่มอื่นและเริ่มเน้นการปกป้องกลุ่มตนเองนั้นเริ่มมาตั้งแต่เมื่อใดกัน?

ผมไปพบบทความย้อนเหตุการณ์ที่เชียงใหม่ ซึ่งเขียนโดยพ.ต.ท.อนุ เนินหาด เกี่ยวข้องกับแม่โจ้ ในยุคก่อน ซึงคัดลอกมาให้ พี่ๆน้องๆได้อ่านกัน
สอบถามศิษย์เก่าแม่โจ้รุ่นแรกๆ อย่างเช่น คุณจรินทร์ เบน อายุ ๘๐ ปีเศษ เป็นศิษย์เก่าแม่โจ้รุ่น ๗ บอกว่า สมัยก่อนไม่มีหรอกที่อยู่ดีๆ จะยกพวกตีกัน สมัยก่อน(ประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๔)ไม่มีแก๊งต่างๆ พวกแก๊งช้างม่อย แก๊งอินทรีย์ขาว แก๊งพวกนี้มีขึ้นหลังพ.ศ.๒๕๐๐ ยุคก่อนจะมีบ้างที่มีการแข่งขันฟุตบอลและยกพวกตีกันประเภทที่ว่า “บอลแพ้แต่คนไม่แพ้” แต่ก็ไม่หนาหนาอะไร ที่พบกันประจำ คือ ทีมแม่โจ้ , ทีมโรงเรียนฝึกหัดครู, ทีมโรงเรียนปรินช์ฯและทีมโรงเรียนยุพราช แม่โจ้รุ่นนั้นถือว่าใจเด็ด โดยสมัครเป็นไปช่วยทหารรบในสงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยรวมตัวกันเดินจากโรงเรียนแม่โจ้มาที่ค่ายกาวิละ แม้อาจารย์ใหญ่และนายอำเภอสันทรายห้ามก็ไม่เป็นผล รับการฝึกและถูกส่งไปช่วยทหารตามประสงค์
บนข่าวหนังสือพิมพ์ใน ปี 2498 เป็นประวัติศาสตร์

เช่นเดียวกับคุณลุง เจ้าของร้านข้าวซอยฟ้าฮ่าม บอกว่ารุ่นแรกๆ ไม่มีการยกพวกไปชกต่อยตบตีกับใคร

การยกพวกตะลุมบอนกับกลุ่มอื่น เริ่มมีขึ้นประมาณก่อน พ.ศ.๒๕๐๐ เล็กน้อย ประมาณรุ่น ๒๐ เรื่อยไปจนถึงรุ่น ๒๙(๒๕๐๗-๒๕๐๙) ต่อมาถึงรุ่น ๓๐ เศษ

แม่โจ้มีประวัติว่า กล้าชกต่อยกับทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะแก๊งอินทรีย์ขาว แก๊งช้างม่อย หรือแม้แต่ทหารอากาศกองบิน ๔๑ ทหารจากป.พัน ๗ ไม่เว้นแม้แต่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ คือ ตชด.จากค่ายดารารัศมี แม่ริม

สอบถามศิษย์เก่าแม่โจ้ ต่างยอมรับว่ารุ่น ๒๐ ถือว่ารักเพื่อนฝูงและรักสถาบันมาก ยอมรับกันว่า “ขาลุย” คนหนึ่งในรุ่น คือ คุณอำนวย ยศสุข รุ่นนี้เมื่อออกจากโรงเรียนมาพักผ่อนในตัวเมืองเชียงใหม่ ที่สิงสถิตประจำ คือ หน้าโรงหนังศรีวิศาล (บริเวณหน้าวัดแสนฝาง) นอกจากนี้ยังเดินเที่ยวตามถนนท่าแพเรื่อยไปจนถึงโรงหนังสุริวงศ์ คราวหนึ่งขณะปล่อยอารมณ์อยู่หน้าโรงหนังศรีวิศาล เพื่อนคนหนึ่งที่เป็นคนเรียบร้อยไม่เคยมีเหตุทะเลาะวิวาทกับใคร วิ่งมาบอกว่า ถูกแก๊งอินทรีย์ขาวรุมอัดมาจากหน้าโรงหนังสุริวงศ์ เท่านั้นเองต่างพากันวิ่งบ้างเดินบ้างไปหน้าโรงหนังสุริวงศ์ พบแก๊งอินทรีย์ขาวกลุ่มหนึ่งพลุบเข้าโรงหนัง ต้องตามเข้าโรงหนังถล่มโรงหนังเสียหาย จึงเรียกว่า “รุ่นถล่มโรงหนังสุริวงศ์” ด้วยประการฉะนี้
อาจารย์ที่นักศึกษาแม่โจ้ยอมรับและนับถือเสมือนพ่อ คือ อาจารย์วิภาส บุญศรีวังซ้าย จนมีการทำอนุสาวรีย์ตั้งไว้ที่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้จนทุกวันนี้

ด้วยมีการปลูกฝังให้รักกัน มีระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง หากใครมีเรื่องมักมาตามกันไปช่วย
อีกคราวหนึ่ง ในงานฤดูหนาวที่สนามกีฬาเทศบาลเชียงใหม่ แม่โจ้ออกร้านมีทำรางโบว์ลิ่ง พลทหารแต่งเครื่องแบบมากันกลุ่มใหญ่เข้ามาอวดเบ่ง เจอกลุ่มแม่โจ้ตลุม บอนเข้า รุ่นพี่คนหนี่งใช้พินขว้างที่หน้าอกทหารจนล้มแน่นิ่ง ทหารตามพรรคพวกมาล้อมกรอบแม่โจ้จนต้องหลบ คราวนั้นทราบว่ามีคนเสียชีวิตทั้งแม่โจ้และทหาร เช้าตอน ๑๐ โมงเรื่องนี้รู้กันทั้งหมด มีการเหมารถคอกหมู ๖-๗ คัน มากันทั้งโรงเรียนมาปล่อยที่หน้า รพ.หมอจินดา เพื่อแสดงพลังและลุยกับทหาร แต่อาจารย์ติดต่อตำรวจสกัดไว้ที่สะพานนวรัฐ
หลังจากงานนี้ ทางอาจารย์ห้ามนักเรียนเที่ยวเตร่และมีเรื่องโดยเด็ดขาด แต่แม่โจ้มักถูกรังควาน อย่างคราวเย็นวันอาทิตย์ ที่ต้องมาขึ้นรถคอกหมูโดยสารที่ตลาดต้นลำไยเข้าโรงเรียน มีทหารกลุ่มหนึ่งมาก่อกวน มีอาวุธพร้อม เดินขึ้นไปบนรถใช้สนับมือเคาะหน้าแข้งนักศึกษาแม่โจ้อย่างท้าทาย แต่ก็ไม่มีใครกล้าต่อกรด้วย

ร้านเจ๊ลีหน้าโรงหนังศรีวิศาล เป็นที่รวมกลุ่มของแม่โจ้ เนื่องจากสนิทสนมกับเจ้าของร้าน ร้านนี้ขายข้าวแกง อาจารย์บุญศรี มักนำนักฟุตบอลโรงเรียนแม่โจ้แวะมาเลี้ยงที่ร้านนี้เมื่อชนะการแข่งขัน จนสนิทสนม ทำให้นักเรียนแม่โจ้ สามารถกินแล้วลงบัญชีไว้จ่ายภายหลังได้ รักใคร่กันถึงขนาดให้เป็นที่หลบภัย คือ หากนักเรียนแม่โจ้ตีกับกลุ่มอื่นสู้ไม่ได้ หนีมาร้านนี้ เจ้าของร้านจะให้ขึ้นไปซ่อนอยู่ชั้นบน(ข้อมูลจากคุณหนุ่ย- สุรพล เข้าศึกษาปี ๒๕๐๕ จบ ปี ๒๕๑๐)

นักบอลแม่โจ้ ถือว่ามีชื่อเสียงในสมัยนั้น ยากที่ทีมอื่นจะต่อกรด้วย ไม่ว่าจะโรงเรียนยุพราช ปรินช์ฯ มงฟอร์ต แต่ข้อได้เปรียบของแม่โจ้ คือ นักเรียนที่เข้าแม่โจ้ ต้องจบชั้น ม.๖ มาแล้ว ส่วนโรงเรียนอื่นคู่แข่งขัน ยังเรียนกัน ม.๕ บ้างก็ ม. ๖ จึงยากที่จะต่อกรด้วย นักบอลแม่โจ้ผู้หนึ่งที่มีชื่อเสียง คือ “อรนัย บุณยเลิศ” เป็นนักบอลเยาวชนจากกรุงเทพฯมาเรียนที่แม่โจ้ เล่ากันว่า “อรนัย บุญเลิศ” มักได้รับการยกย่องสดุดีจากผลการแข่งขันที่ออกทางสถานีวิทยุในวันแข่งขัน แต่ในวันต่อมา ชื่อ อรนัย บุณยเลิศ เป็นหนึ่งในผู้ต้องหาฐานร่วมกันก่อเหตุวิวาททำร้ายร่างกาย เนื่องจาก อรนัย ใจร้อน ฝีเท้าเร็ว มักวิ่งลุยชกต่อยก่อนเพื่อนเสมอ เป็นที่รักของรุ่นน้องและรุ่นพี่ๆ.

กาดต้นลำใยในอดีต ม่วนแต้เน้อ.
 กลุ่มวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งในอดีตคือ “กลุ่มศาลเจ้า” ซึ่งมักเป็นลูกครึ่งคนจีนและคนเมือง

กลุ่ม “ศาลเจ้า” หมายถึงกลุ่มวัยรุ่นที่อยู่บริเวณใกล้ศาลเจ้าปูเถ่ากง ศาลเจ้าเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ อยู่ใกล้ที่ทำการไปรษณีย์แม่ปิง ติดตลาดต้นลำไย หันหน้าเข้าหาแม่น้ำปิง เริ่มมีสร้างมาตั้งแต่เมื่อใด ยากที่จะสันนิษฐานได้ แต่เชื่อว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ หรือ ต้นรัชกาลที่ ๕ มาแล้ว เป็นที่สักการะของชาวจีนในย่านตลาดต้นลำไย ตลาดวโรรส

กลุ่มศาลเจ้า เริ่มเกาะกลุ่มกันหลังปี พ.ศ.๒๔๙๐ เรื่อยมาจนถึงประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๐ ช่วง ๒๐ ปีระหว่างนี้อาจเป็นช่วงเวลาที่สภาพสังคมยังสับสนหลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง(สงครามโลกครั้งที่ ๒ เสร็จสิ้นปลายปี พ.ศ.๒๔๘๘) ระยะนี้อาจเกี่ยวข้องกับสภาพเศรษฐกิจที่มีความขัดสน แต่ละครอบครัวต้องมุ่งทำมาหากินโดยไม่มีเวลาเอาใจใส่บุตรหลานเท่าที่ควร

ผู้นำคนหนึ่งของกลุ่มศาลเจ้าชื่อว่า “จิต”

“จิต” รูปร่างสูงใหญ่ นิสัยรักพวกพ้อง ใจร้อนยิ่ง เป็นลูกครึ่ง คือ พ่อคนจีน แม่คนเมือง ครอบครัวอพยพมาจากอำเภอสันป่าตองเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ หมาดๆ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๙ พ่อแม่ส่งเข้าเรียนโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย แต่เนื่องจากขาดแรงจูงใจในการเรียนจึงออกมาช่วยพ่อแม่ค้าขายที่บ้านตอนที่ยังไม่ทันจบมัธยมปลาย พ่อแม่เช่าห้องแถวค้าขายของชำอยู่ด้านหน้าศาลเจ้าปู่เถ่ากง กลางวันช่วยเตี่ยทำงาน กลางคืนออกเที่ยวกับกลุ่มเพื่อน

ขณะโยกย้ายมาอยู่ย่านศาลเจ้าในตัวเมืองเชียงใหม่ ขณะนั้นอายุเริ่ม ๑๘ ปี กำลังฮึกเหิมมองทุกสิ่งเสมือนเครื่องท้าทายความสามารถ โดยเฉพาะด้านความต้องการการยอมรับจากกลุ่มเพื่อนในกิจกรรมรวมกลุ่มชกต่อยกับกลุ่มอื่น ปัญหาสังคมในขณะนั้นฝิ่นเริ่มหมดไป ปัญหายาเสพติดตามมาและเป็นปัญหาหนักกว่า คือ เฮโรอีน วัยรุ่นในเมืองเชียงใหม่ย่านตลาดต้นลำไยหลายคนหลงติดเฮโรอีน “จิต” ก็เป็นวัยรุ่นอีกคนหนึ่งที่หลงติดยาเสพติด สร้างความเจ็บปวดใจให้กับพ่อแม่และญาติพี่น้อง

กว่าที่ “จิต” จะเลิกเฮโรอีนได้ก็ต้องไปบำบัดกันหลายครั้ง หลังจากเลิกได้เด็ดขาดแล้วจึงแต่งงานมีครอบครัว

กลุ่มวัยรุ่นกลุ่มเดียวกันที่เรียกว่า “แก๊งศาลเจ้า” นอกจาก “จิต” ก็มี เช่น
“ฮ้อ” ภายหลังค้าขาย ฐานะร่ำรวย
“ต่วน” เสียชีวิตไปแล้ว มีพี่ชายชื่อ “เล้ง”
“อ่าก” เสียชีวิตขณะอายุแค่ ๒๐ ปีเศษ
“เกี้ย”
“เท้า” ภายหลังบวชเป็นพระอยู่ปักษ์ใต้
“เบอะ” รุ่นหลังนิดหน่อย ตอนหลังหันมาทำกิจการรถสามล้อเครื่อง
“พันจิ้น” อยู่แถววัดโพธิ์ ตัวใหญ่ ดุ ใจถึง ถูกยกให้เป็นหัวหน้ากลุ่ม ตอนหลังติดยา เลิกยาได้กินเหล้าจนตาย เมื่อประมาณ ๑๐ ปีเศษที่ผ่านมา

“จับหยี่อ๊วย” เป็นลูกคนจีน บ้านอยู่ตรอกข่วงเมรุ ไม่รวย แต่สปอร์ต มีเงินมักเลี้ยงเพื่อนๆ สมัยนั้นเหล้าหนึ่งขวด เกาหลา ๑ ถ้วย ก็กินกันได้สิบกว่าคน

“ศักดิ์” อยู่ประตูช้างเผือก เรียน โรงเรียนมงฟอร์ตฯ ตอนหลังถูกยิงตายใกล้น้ำพุช้างเผือก
“ติ๋ว” ตัวใหญ่หมัดหนัก รูปร่างดี
“ก๊วย” ตัวใหญ่พอๆกับติ๋ว

“สันต์” บ้านอยู่เลยสถานีรถไฟไป เรียน ร.ร.มงฟอร์ต รู้จักกันมารวมกัน มักหนีโรงเรียนมาอยู่บ้าน “ฮ้อ” แถวศาลเจ้า

“เหวก”
“สง” คนทางใต้ เรียนมงฟอร์ตฯ มารวมกัน ชอบพอกัน

“นวย” บ้านอยู่ทางไปแม่โจ้ ครอบครัวฐานะดี ตอนหลังติดเหล้าหนัก

“เชียง” ติดยาเสพติดเฮโรอีนเช่นกันนานนับ ๑๐ ปี เริ่มจากการเสพฝิ่นมาก่อน มาเลิกได้เด็ดขาดเมื่ออายุล่วง ๓๐ ปี บ้านอยู่ตลาดต้นลำไย ฐานะดี มีรถเก๋งใช้ หน้าตาดี

การเข้ามาเผยแพร่ของยาเสพติดร้ายแรงแห่งยุค คือ เฮโรอีนนี้ เริ่มเมื่อเพื่อนในกลุ่มบางคนไปกรุงเทพฯและได้นำมาทดลองเสพกันที่หลังศาลเจ้า “ลองกันจนติดใจ แรกๆใช้สูบ กลางคืนก็นัดแนะกันแล้ว กินเหล้าก็ไปสูบกัน ที่ตรอกเล่าโจ๊ว อยู่แถวบ้านคุณพระ” นั่นคือ ความเป็นมาของมหันตภัย
นอกจากนี้ยังมี “ปรีดี” เป็นลูกคุณพระ มีลูก ๓ คน “ปรีดี” นิสัยไปทางนักเลง เป็นทหารไปอยู่สันกำแพง มาเป็นทหารแล้วเที่ยวทำให้สนิทกับกลุ่มศาลเจ้า

กลุ่มศาลเจ้ายอมรับเช่นกันว่า ได้รับอานิสงส์จาก “หมวดเสกศึก บ้านพักอยู่แถวไนท์บาซ่า น้องชื่อ ลพ ชอบปกป้องกลุ่มศาลเจ้า”

การแสดงพลังของกลุ่มศาลเจ้าในสมัยนั้น โดยเฉพาะช่วงเทศกาลลอยกระทงน่าดูมาก เดินตั้งแต่ตีสะพานถึงหน้าโรงหนังสุริวงค์ กินเหล้าร้องเพลง จำนวนตั้งแต่ ๒๐-๔๐ คน พอมีกลุ่มเดียวกันเห็นก็เข้ามาเพิ่มเรื่อยๆ ผู้นำคือ “พันจิ้น” คราวหนึ่ง “จิต” ถูกกลุ่มแม่โจ้ต่อย เหตุเกิดที่พุทธสถานซึ่งจัดให้มีการเล่นปิงปองเก็บเงินเข้าการกุศล

“จิต” เล่าว่า “คนที่เล่นยวนผม ผมต่อย พวกแม่โจ้ต่อยผม พวกผมยกมา แม่โจ้ออกไม่ได้ สะบักสะบอมเลย สมัยก่อนลอยกระทง มีโต๊ะปิงปอง มีมาคเกอร์ คอยจดเล่นไปจีบไป”

“คราวหนึ่ง เคยไปตีน้องของทหาร ที่ยุพราช ตอนนั้นดึกแล้ว ผมเหลือประมาณ ๑๐ กว่าคน มันไปเรียกพี่ชายมา เป็นทหาร มากันจำนวนพอๆกัน ตายแล้วชิบหา… อาศัยวิ่งไปบนเวทีรำวงซึ่งมี ไฟสว่าง ตีพวกผมไม่ได้ ทำไงดี ทหารล้อมหมด ตัดสินใจลงไปไหว้ขอโทษ ตีนมืออ่อนช่วยได้ รอดตัวไป”

การรวมกลุ่มกันกินเหล้าของกลุ่มศาลเจ้ามักรวมตัวกันที่สะพานแม่ข่า ข้างวัดแสนฝางนัดไปเที่ยวเตร่ตามงานวัด รวมกับพวกช้างม่อยอีก ๑๐ กว่าคน กลุ่มแม่ข่าเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มช้างม่อย ไปรวมกับพวกประตูเชียงใหม่

เมื่อมีการรวมกลุ่มกันเที่ยว สนุกสนาน เมื่อมีคนอื่นรู้ก็ชักชวนมาเที่ยวด้วยกันจนเป็นกลุ่มใหญ่ อาจพูดได้ว่ากลุ่มใหญ่ที่สุดในเมืองเชียงใหม่ขณะนั้น

กลุ่มศาลเจ้ารวมกับกลุ่มช้างม่อย รวมกับกลุ่มประตูช้างเผือกซึ่งมี ไม่มาก ๓-๔ คน กลุ่มประตูเชียงใหม่มี ๓ คน

“หัวหน้าผม ไอ้พันจิ้น อยู่แถวต้นโพธิ์ เลิกยาแล้วกินเหล้า ตายไปแล้ว ดุหน่อย ตั้งเป็นหัวหน้า แต่ไม่ใช่มาขี่เรา แต่ยกให้มัน สุดท้ายผมยังตีกับมัน เมาเหล้าแล้วมารุงรังกับผม ผมนั่งโต๊ะ มันนั่งข้างบน เอาทรายปัดใส่ผม ที่ร้านประชันใกล้ๆตลาด มันมาเที่ยวหาเรา เมาเหล้า ผมท้าชก ตัวมันเล็กกว่าเรานิดหน่อย เมาด้วย สู้ผมไม่ได้”

“แก๊งช้างม่อยดัง เพราะจำนวนเยอะ วันหนึ่งขึ้นรำวงบนเวที ใครไม่รู้ปากไม่ดี ตะโกนคำว่า อินทรีย์ขาว นับแต่นั้นก็ดังเลย เมื่อไปเที่ยวงานเวทีรำวง เที่ยวนี้อินทรีย์ขาวเหมารำวง ก็เลยชื่อติดปาก เรื่องเสียหายไม่มี ไม่มีคุมซ่อง คุมบ่อน บางคนเท่านั้นที่สักอินทรีย์ที่หน้าอก ส่วนใหญ่สักในคุก”

“อินทร์ขาว เริ่มจากเป็นวัยรุ่นคนจีน ผิวขาว เช้าต้องตื่นค้าขายกับเตี่ย แค่เกเร มีคนไหนเมารุงรัง เอาเลย ใส่เลย ไม่ใช่ต่อยไปเรื่อย เคยไปเที่ยวสันกำแพง ขี่จักรยานไปคันละ๒ คน ขี่เรียงแถวไป ไปประมาณ ๔๐ – ๕๐ คน ก่อนไปพอรู้จะเที่ยวก็มารวมกันที่สี่แยกอุปคุต บริเวณนั้นเคยมีร้านเชียงใหม่อาภรณ์ ตัดกางเกง เจ้าของเป็นนักเลงรุ่นแรกก่อนเรา เราตัดกางเกงกันที่นี่ ไปถึงเอารถจอดทุ่งนา เอาโซ่ร้อยไว้ อาวุธไม่กล้าพกไป วันคริสตมาสไปเป็นฝูง คนหนึ่ง “ติ๋ว” ชื่อเล่น ชื่อ โต้ง หุ่นดี หมัดหนัก รูปร่างดี ตอนหลังติดยา แขวนคอตาย กับไอ้ก๊วย ตัวสูงใหญ่ จะจำสองคนได้แม่น ตีกับพวกสันกำแพง”

กลุ่มศาลเจ้าสิ้น
“ติดยาก็แตกกันหมด ไม่สู้หน้ากัน ตัวใครตัวมัน อายุมากขึ้นก็ขี้เกียจเที่ยวกัน สูบแล้วก็ไม่อยากเที่ยว นอนฝันหวาน นั่งคุยกันไม่หลับจนเช้า ติดแล้วไม่สู้คน กลัวติดคุก กลัวอดยา

เฮโรอีนทำให้เสียหมด แหล่งขายคือที่แม่ข่า เรียก ซ่องหนูขาว คนขายเป็นผู้ชาย ขายอยู่ใต้สะพาน ตำรวจมาถึงไม่มีทางจับ มุดใต้สะพาน คนซื้ออยู่ข้างบน คนซื้อระวังหน่อย แต่คนขายไม่ต้องกลัวถูกจับ ติดยามักตายหมด หากเลิกไม่ได้ พวกช้างม่อยก็ติด พวกขายก็ติดกัน การเลิก ทรมานปวดเข้ากระดูก เลิกมาต้องมีงานทำ เลิกไม่ได้เสียใจ โมโหตัวเอง บางคนถึงกับแขวนคอตาย เช่น ไอ้ก๊วย ไปตายที่ภาคใต้” (ขอขอบคุณผู้ให้ข้อมูลคือ “จิต ศาลเจ้า”หรือ จิต แซ่โต๋ว (วันทละจิตติกุล) ข้อมูลนี้เสมือนเป็นแบบอย่างแก่เด็กเยาวชนรุ่นต่อไปเป็นบุญกุศลอย่างหนึ่ง)

 ภาพ เหตุวิวาทระหว่างกลุ่มนักศึกษาพลศึกษาเชียงใหม่กับนักเรียนโรงเรียนเทคนิคเชียงใหม่ เมื่อกลางปี พ.ศ.๒๕๑๘.
ภาพจำลองจากอินเตอร์เน็ต ยกพวกตีกัน

เชียงใหม่ ๒๕๑๒(๒๒)
ปลายปี พ.ศ.๒๕๑๓ มีข่าวความคืบหน้าในการเตรียมการก่อตั้งวิทยาลัยพลศึกษาเชียงใหม่
“ผู้เชี่ยวชาญสำรวจที่ตั้งวิทยาลัย พล ชม.
“เห็นควรจัดสร้างที่หน้าสนามกีฬาฯ เหมาะสมและสะดวกต่อการขยาย
“ตามที่ นพ.บุญสม มาร์ติน อธิบดีกรมพลศึกษา มีโครงการจัดตั้งวิทยาลัยพลศึกษา ส่วนภูมิภาคขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่และรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินการให้ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท นั้น ต่อมาเมื่อวันที่ ๔ เดือนนี้ ทางกรมพลศึกษาได้จัดส่งศาสตราจารย์โยซิยูกิโนกูชิ ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น ซึ่งแผนการโคลัมโบส่งมาประจำช่วยราชการที่กรมพลศึกษา พร้อมกับคณะอีก ๓ คน เดินทางมาสำรวจสถานที่สำหรับจัดตั้งวิทยาลัยพลศึกษาที่จังหวัดเชียใหม่ โดยผู้เชี่ยวชาญกับคณะได้ไปดูบริเวณสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่และที่ใกล้เคียงเพื่อร่างโครงการเสนอต่อกรมพลศึกษา ได้เตรียมการดำเนินงานในขั้นต่อไป
“จากนั้น เมื่อวันที่ ๑๒ เดือนนี้(ธันวาคม) ผู้สื่อข่าว ได้เรียนถาม พ.ต.อ.นิรันดร ชัยนาม ผวจ.เชียงใหม่ ถึงผลการเดินทางมาสำรวจสถานที่ตั้งวิทยาลัยพลศึกษาของผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวว่าได้รับรายงานผลประการใดบ้าง พ.ต.อ.นิรันดร ชี้แจงว่า ทางผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่า ควรจะ สร้างวิทยาลัยพลศึกษาขึ้นที่หน้าสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ ตรงที่ดินที่ตั้ง รร.การศึกษาผู้ใหญ่ขณะนี้เพราะเป็นสถานที่เหมาะสม อยู่ใกล้สนามกีฬาและสะดวกต่อการขยับขยายวิทยาลัยในโอกาสต่อไปด้วย และทางจังหวัดก็ไม่มีเหตุขัดข้องประการใด.”(นสพ.คนเมือง,๑๕ ธ.ค.๒๕๑๓)
จากประวัติวิทยาลัยพลศึกษาเชียงใหม่ ระบุว่า ก่อตั้งขึ้นตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๑๓ เป็นวิทยาลัยพลศึกษาแห่งแรกในส่วนภูมิภาค ในการดำเนินการจัดตั้ง ศาสตราจารย์นายแพทย์บุญสม มาร์ติน อธิบดีกรมพลศึกษาในสมัยนั้นได้มอบหมายให้ ดร.สำอาง พ่วงบุตร เป็นผู้วางแผนและดำเนินการจัดตั้งด้วยงบประมาณ ๓ ล้านบาท โดยความร่วมมือของ พ.ต.อ.นิรันดร ชัยนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
จังหวัดเชียงใหม่ ได้อนุเคราะห์ที่ดินจำนวน ๑๐ ไร่ ๓ งาน ๖ ตารางวา ซึ่งเดิมเป็นวัดร้างชื่อวัดศรีบุญเรือง ตั้งอยู่บริเวณทิศตะวันออกของสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ ให้เป็นสถานที่ตั้งของวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ โดยวิทยาลัยฯ ทำสัญญาเช่าจากกรมการศาสนาผ่านสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งอาคารเรียนหลังแรก หอประชุม โรงพลศึกษา โรงอาหาร สระว่ายน้ำฯ
นอกจากนี้ คหบดีผู้มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงใหม่ ได้บริจาคที่ดินจำนวน ๒ แปลง เพื่อใช้ประโยชน์ทางการศึกษาและการกีฬาของจังหวัดเชียงใหม่ คือ
นายไกรศรี นางจรรยา นิมมานเหมินท์ บริจาคที่ดินเนื้อที่ ๘ ไร่ ๓ งาน ๓๔ ตารางวา ตั้งอยู่บริเวณตรงข้ามสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๑๑ โดยมีนายประจวบ คำบุญรัตน์ ศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้รับโอน
ต่อมาทายาทของนายกี นางกิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ ซึ่งมีนางแจ่มจิตต์ เลาหวัฒน์ เป็นผู้จัดการมรดก ได้ยืนยันตามเจตนารมณ์เดิมของนายกี นางกิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ ที่จะบริจาคที่ดินจำนวน ๙ ไร่ ๒ งาน ๘๐ ตารางวา มูลค่า ๕๑ ล้านบาทเศษให้แก่กระทรวงการคลัง เพื่อใช้ประโยชน์ในกระทรวงศึกษาธิการ ใช้เป็นสนามกีฬากลางจังหวัดเชียงใหม่และที่ตั้งวิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าของสนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของลานอเนกประสงค์
การดำเนินการเปิดการเรียนการสอน เริ่มรับสมัครนักศึกษารุ่นที่ ๑ จำนวน ๑๕๒ คน ในปีการศึกษา ๒๕๑๔ การเรียนการสอบระยะแรก ซึ่งการก่อสร้างอาคารยังไม่แล้วเสร็จ ได้ใช้โรงพลศึกษา อัฒจันทร์ และสนามกีฬาเป็นที่เรียน (เอกสารประวัติวิทยาลัยพลศึกษาเชียงใหม่)
เกี่ยวกับวัดศรีบุญเรืองนั้น เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๘ ผู้เขียนเคยสอบถามผู้สูงอายุซึ่งทันได้เห็นวัดศรีบุญเรือง มีข้อมูลว่า วัดศรีบุญเรืองเริ่มร้างก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ คือ สร้างประมาณก่อนปี พ.ศ.๒๔๘๔ เล็กน้อย อย่างเช่น นายบรรจง เด่นระมณี อายุ ๘๓ ปี เล่าว่า ทันได้เห็นวัดศรีบุญเรืองสมัยที่ยังไม่ร้าง ตั้งอยู่บริเวณสนามกีฬา วัดตั้งอยู่บนเนิน บริเวณนั้นมีวิหาร ๑ หลัง กุฏิ ๑ หลัง
และพระธาตุ(เจดีย์)เก่า สภาพทรุดโทรมขาดการบูรณะ บริเวณรอบวัดเป็นป่า ทางด้านทิศตะวันออกเป็นทุ่งนา มีพระประจำอยู่เพียง ๑ รูปชื่อ ตุ๊สุรัญ บ้านเดิมอยู่บ้านกู่เต้า ต่อมาสึกไปแต่งงานกับนางปิ๊ก ทำให้วัดขาดพระ จึงกลายเป็นวัดร้างในที่สุด สาเหตุที่ทำให้วัดศรีบุญเรืองเป็นวัดร้างนอกเหนือจากขาดพระแล้ว ยังขาดศรัทธาชาวบ้านที่จะมาทำนุบำรุงวัดอีกด้วยเพราะสมัยก่อนนั้นผู้คนมีจำนวนน้อย ฐานะไม่ดี วัดศรีบุญเรืองไม่มีศรัทธาหลักเพราะอยู่ห่างชุมชน ด้านใต้มีวัดกู่เต้าที่มีชาวบ้านบ้านกู่เต้าเป็นศรัทธาหลัก ส่วนด้านเหนือมีวัดเชียงยืนซึ่งมีชาวบ้านบ้านเชียงยืนเป็นศรัทธาหลัก
หลังจากวัดศรีบุญเรืองกลายเป็นวัดร้างแล้ว สภาพจึงเป็นป่ารก ต่อมาสมัยที่หลวงศรีประกาศเป็นนายกเทศมนตรีได้ปรับพื้นที่สร้างเป็นสนามกีฬาเทศบาล และขยายถนนหน้าสนามกีฬาจากที่เคยเป็นทางเกวียนเล็กๆ เป็นถนน ชื่อ ถนนหน้าสนามกีฬา มาตัดกับถนนมณีนพรัตน์ที่คูเมืองเชียงใหม่
ส่วนนายกี และนางกิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคที่ดินให้ทางราชการครั้งนี้ ทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน ฝ่ายนางกิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ เป็นบุตรสาวของหลวงอนุสารสุนทรกับแม่คำเที่ยง ชุติมา พี่น้องแม่เดียวกันมี ๒ คน คือ นางกิมฮ้อและนายแพทย์ยงค์ ชุติมา
การสร้างฐานะมีความมั่นคงมาตั้งแต่รุ่นพ่อ คือ หลวงอนุสารสุนทรแล้ว มายุคนางกิมฮ้อ ก็สร้างฐานะมั่นคงยิ่งขึ้น เป็นกรรมสิทธิ์ในที่ดินในเขตเชียงใหม่มากมาย ที่ดินส่วนหนึ่งคือ ย่านเหนือของตัวเมืองที่สมัยก่อนว่ากันว่าเป็นที่นาที่ได้ผลผลิตต่ำกว่าย่านอื่น ต่อมาเป็นย่านธุรกิจการค้าตั้งชื่อว่า “ตลาดคำเที่ยง” โดยใช้ชื่อเป็นเกียรติแก่นางคำเที่ยง ชุติมา แม่ของนางกิมฮ้อฯ
นางกิมฮ้อ แต่งงานกับนายกี นิมมานเหมินท์ รุ่นลูกล้วนเป็นคนดีและสร้างประโยชน์ต่อสังคมเมืองเชียงใหม่ คือ นายไกรศรี นิมานเหมินท์, นายพิสุทธิ์ นิมมานเหมินท์, นายอัน นิมมานเหมินท์, นายเรือง นิมมานเหมินท์, นางแจ่มจิตต์ เลาหวัฒน์ และนางอุณณ์ ชุติมา
นอกจากบริจาคที่ดินเพื่อสร้างวิทยาลัยพลศึกษาเชียงใหม่แล้ว นายกีและนางกิมฮ้อ ได้ทำบุญกุศลอื่นอีก เช่น ขายที่ดินในราคาถูกเพื่อตั้งเป็นคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และส่วนหนึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, บริจาคที่ดินสร้างถนนนิมมานเหมินท์และถนนศิริมังคลาจารย์, สร้างตึกนิมมานเหมินท์-ชุติมา ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่มูลค่า ๒ ล้านบาทเศษ, จัดตั้งมูลนิธิอนุสารสุนทรเพื่อสงเคราะห์คนหูหนวก ย่านสันติธรรมและต่อมายกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ราชการตั้งเป็นโรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสุนทร เป็นต้น
นางกิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๔ (หนังสือลานนาปริทัศน์ ในวาระครบรอบปีคล้ายวันมรณะนางกิมฮ้อ นิมมานเหมินท์,๒๕๒๕)
ย้อนมาถึงวิทยาลัยพลศึกษาเชียงใหม่ เหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่ง คือ ปัญหาการวิวาทระหว่างวิทยาลัยพลศึกษาเชียงใหม่กับโรงเรียนเทคนิคเชียงใหม่ เมื่อกลางปี พ.ศ.๒๕๑๘
ช่วงเวลานั้น การยกพวกวิวาทกันของกลุ่มสถาบันต่างๆ เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น อยู่เสมอ
เหตุเกิดวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๑๘ เวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น. กลุ่มนักศึกษาจากโรงเรียนเทคนิคเชียงใหม่ประมาณ ๒๐๐ คน เดินทางมายังวิทยาลัยพลศึกษาเชียงใหม่ ระหว่างทางพบนักศึกษาวิทยาลัยพลฯ ก็เข้ารุมทำร้ายจนต้องวิ่งหลบหนีเข้าวิทยาลัย แจ้งให้เพื่อนที่อยู่ตามหอพักทราบ เมื่อกลุ่มเทคนิคเชียงใหม่เข้ามาในสนามกีฬาเทศบาล จึงมีการยกพวกวิวาทกันอย่างรุนแรง แม้ก่อนหน้านี้ทางอาจารย์ของทั้งสองฝ่ายจะเข้าห้ามปรามแก้ปัญหา แต่ก็ไม่เป็นผล ในการวิวาทมีการใช้ระเบิดและอาวุธปืน ในที่สุดนักศึกษาเทคนิคเชียงใหม่ต่างถอยออกไปทิ้งรถจักรยานยนต์และรถจักรยานประมาณ ๒๐ คันไว้ ด้วยความโกรธแค้นนักศึกษาวิทยาลัยพลฯ จึงได้นำรถมากองรวมกันและจุดไฟเผาเสียหายทั้งหมด
สาเหตุการยกพวกมาครั้งนั้นสืบเนื่องจากเหตุทะเลาะวิวาทจากการชุนนุมประท้วงของนักศึกษาของจังหวัดเชียงใหม่ที่หน้าศาลากลางเก่ากรณีประท้วงรัฐบาลที่กรุงเทพฯ หลังจากนั้นมีเหตุนักศึกษาเทคนิคถูกทำร้ายที่ตลาดวโรรส จำได้ว่าเป็นนักศึกษาพลฯ จึงตามพวกยกมาล้างแค้น
ผลการวิวาทครั้งนั้น มีผู้ถูกกระสุนปืนเสียชีวิต ๒ รายเป็นนักศึกษาโรงเรียนเทคนิคฯ ชื่อ นายชรินทร์ ธารารักษ์ และนายถาวร วงศ์ศิริวัฒน์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ๖ ส่วนนักศึกษาวิทยาลัยพลฯ บาดเจ็บรวม ๓ นาย.(นสพ.เดลินิวส์,๑๓ ส.ค.๒๕๑๘).

      
      พ.ต.ท.อนุ เนินหาด รอง ผกก.สส.สภ.อ.แม่ริม
anunernhard@hotmail.com
>
      ที่มา  http://www.thainews70.com/news/news-culture-arnu/view.php?topic=130  

 

 

ผู้เขียน: muslimlanna

คู่ต้อสู้ สิงโตพบเจอกับหมาบ้าตัวหนึ่ง มันรีบหลบหมาบ้าตัวนั้น ลูกสิงโตเห็นพ่อสิงโตทำเช่นนั้น มันรู้สึกผิดหวังในตัวพ่อสิงโตมาก “พ่อครับ พ่อกล้าต่อกรกับเสือและซีต้า แต่วันนี้พ่อกลับหลบหมาบ้าธรรมดาๆตัวหนึ่ง ผมละขายหน้าแทนพ่อจริงๆ” พ่อสิงโตจึงเอ่ยกับลูกว่า “ลูกเอ๋ย กัดกับหมาบ้าชนะมันน่าภูมิใจนักหรือ?” ลูกสิงโตส่ายหัว “หากโดนหมาบ้ากัดเสียหายไหม?” ลูกสิงโตพยักหน้า “ในเมื่อมันไม่คุ้มค่า เราจะเผชิญหน้ากับหมาบ้าให้เปลืองแรงเปลืองใจไปทำไมล่ะ?” อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ ไม่ใช่ใครๆก็คู่ควรเป็นคู่ต้อสู้ของเรา ยิ้มแล้วเดินจากไป ดีกว่าปล่อยให้มันกัดเอา เพราะคนที่พร้อมจะกัดกับหมาบ้ามีอยู่ถมเถไป!

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s